LINE Ads Platform ตัวช่วยคู่ธุรกิจยุคใหม่

LINE ถือเป็นสื่อโซเชียลมีเดียช่องทางหนึ่งที่มีผู้คนใช้งานเป็นจำนวนมากหลายล้านคนทั่วโลก

และยังถือเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่สามารถใช้ในการทำธุรกิจได้เป็นอย่างดี ดังนั้นการลงโฆษณาทางไลน์จึงถือเป็นสิ่งที่หลายๆ คนหันมาให้ความสนใจ ซึ่ง LINE เองก็ได้มีช่องทางรองรับอยู่บน LINE Ads Platform โดยในวันนี้เราจะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับโฆษณา LINE Ads Platform กันว่าสามารถช่วยให้เราลงโฆษณาในไลน์ได้อย่างไรบ้าง

คนเห็นเยอะเป็นหลักล้าน

การลงโฆษณา LINE Ads ผ่าน LINE Ads Platform สามารถช่วยให้ผู้ใช้งานไลน์กว่า 45 ล้านรายสามารถรู้จักแบรนด์ของคุณได้ ซึ่งโฆษณา LINE เหล่านี้สามารถเข้าถึงผู้ชมได้มากกว่า 2,500 ล้านครั้งต่อเดือนในทุกๆ ช่องทางของไลน์ไม่ว่าจะเป็น LINE Chat (Smart Channel), LINE Timeline, LINE Today เลยทีเดียว

โดยโฆษณาทางไลน์ของคุณจะไปปรากฎอยู่ในตำแหน่งต่างๆ ตามที่กล่าวข้างต้น ซึ่งระบบจะเลือกตำแหน่งที่มีประสิทธิภาพที่สุดให้ตรงกับวัตถุประสงค์และกลุ่มเป้าหมายที่เลือก นอกจากนั้นยังสามารถใส่ Call-to-Action เพื่อให้ลิงก์ไปยังแอพลิเคชัน เว็บไซต์ หรืออื่นๆ ได้อีกด้วย

เลือกกลุ่มได้ตามต้องการ

ผู้ใช้งานสามารถเลือกโฆษณา LINE ไปยังกลุ่มที่เหมาะสมได้ โดยระบุจากจังหวัด อายุ เพศ ระบบปฏิบัติการ ความสนใจ รวมไปถึง Custom Audience หรือกลุ่มเป้าหมายที่ระบุเองจากข้อมูลที่มี ซึ่งหาได้จากทั้ง LINE Official Account เว็บไซต์ หรือแอปฯ ของตน เพื่อให้ได้กลุ่มเป้าหมายที่ตรงที่สุด

ตอบโจทย์ทุกความต้องการ

โฆษณา LINE Ads Platform สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการได้หลากหลายรูปแบบ ด้วยวัตถุประสงค์ทั้ง 4 แบบที่มีให้เลือก ไม่ว่าจะเป็น

– การสร้าง Brand Awareness เพื่อให้คนเข้าถึงได้ในจำนวนมาก รวมไปถึงการเยี่ยมชมเว็บไซต์ด้วยเช่นกัน

– เพิ่มฐานลูกค้าเพื่อให้คนเข้ามาเพิ่มเราเป็นเพื่อนบน LINE Official Account รวมไปถึงการดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน

– เพิ่มยอดขายหรือกระตุ้นให้เกิดการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นการซื้อของบนเว็บไซต์หรือการใช้งานแอปฯ

– รักษาฐานลูกค้าเดิม โดยการนำเสนอสินค้าแบบไดนามิก ซึ่งใช้วิธีแสดงกลุ่มสินค้าแบบเฉพาะบุคคล ที่เหมาะกับลูกค้าแต่ละคนนั่นเอง

เลือกรูปแบบได้ตามใจชอบ

ผู้ประกอบการสามารถเลือกรูปแบบการลงโฆษณาที่เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของแคมเปญได้ โดยการลงโฆษณาในไลน์ผ่านโฆษณา LINE Ads Platform มีให้เลือกหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น การเห็นโฆษณาหรือ Impression การคลิก และการเพิ่มเพื่อน ซึ่งเรียกได้ว่าครอบคลุมเป็นอย่างมาก

ผู้ที่สนใจลงโฆษณาทางไลน์สามารถติดต่อผ่านเอเจนซี่ซึ่งเป็นพาร์ทเนอร์กับทางไลน์เท่านั้น ยังไม่สามารถลงได้ด้วยตนเอง ซึ่ง LINE Ads Platform ก็ถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางการลงโฆษณาสำหรับผู้ประกอบการยุคใหม่ที่อยากให้ชิดกลุ่มเป้าหมายมากขึ้นเพื่อการขายที่มีประสิทธิภาพนั่นเอง

สร้าง Chatbot ที่จะช่วยตอบแชทลูกค้าให้เราได้ตลอด 24 ชม.

สร้าง Chatbot ที่จะช่วยตอบแชทลูกค้าให้เราได้ตลอด 24 ชม.

หากคุณคิดจะทำ LINE Marketing แต่ไม่มีเวลามานั่งตอบแชทลูกค้าได้ตลอด 24 ชม. หรือกำลังอยากหา Admin เข้ามาช่วยตอบแชทลูกค้า เรามีตัวช่วยดีๆอย่าง Chatbot ที่จะช่วยตอบแชทลูกค้าให้เราได้ตลอด 24 ชม. เซฟทั้งเวลา เซฟทั้งลูกค้า

วันนี้เรามาทำความรู้จักกับ “LINE Bot Designer” โปรแกรมที่จะช่วยให้เราสามารถออกแบบ Chatbot เป็นต้นแบบสำหรับการนำไปพัฒนาต่อเพื่อใช้งานจริงได้ โดยไม่ต้องมีความรู้ในการเขียนโปรแกรม ซึ่งทำให้เราพอจะเห็นภาพว่าเมื่อมี Chatbot แล้วจะสามารถช่วยการทำ LINE Marketing ของเรายังไงบ้าง

***โปรแกรมนี้เป็นเพียงการออกแบบ prototype ของ LINE Bot เท่านั้น ซึ่งเหมาะสำหรับ Designer หรือ Content Creator ที่ต้องการใช้งาน LINE Bot Designer สร้างรหัส JSON ที่สามารถนำมาใช้ในการพัฒนา Chatbots จริงในภายหลัง

LINE Bot Designer ทำอะไรได้บ้าง?

“Bot Items” เครื่องมือสำหรับสร้างข้อความ Chatbot ทุกรูปแบบ

1.ออกแบบข้อความได้ 12 รูปแบบ พร้อมสร้างรหัส JSON ที่แสดงอยู่ชัดเจน ภายในโปรแกรม

2.ออกแบบ Rich Menu เครื่องมือที่เหมาะในการทำ Call to Action ที่มีความยืดหยุ่น สำหรับการประยุกต์ใช้ได้หลากหลาย แต่โปรแกรมนี้สามารถทำได้เพียงวางภาพเพื่อให้เห็นหน้าตาของเมนูเท่านั้น ไม่สามารถสร้าง Rich Menu แบบทดลองใช้งานจริงได้

3.ออกแบบ Web App สร้างรูปแบบการแสดงผลหน้าเว็บในข้อความแชทของ LINE ซึ่งแสดงให้เห็นหน้า web browser ทันที

 

“Flex Messages” รูปแบบการแสดงข้อความ LINE ที่ยืดหยุ่น ช่วยการสร้างโค้ด

Flex Message รูปแบบการแสดงข้อความบน LINE ที่สามารถออกแบบได้ยืดหยุ่น สามารถนำ element ต่างๆ มาประกอบร่างเป็นหนึ่ง item คล้ายกับการสร้างรูปแบบ message ได้เอง

 

“Chat Emulator” ทดสอบการใช้งาน Chatbot เสมือนจริง

อุปกรณ์นี้เป็นเครื่องมือทดสอบการใช้งานก่อนนำไปใช้จริงได้เลย โดยโปรแกรมแสดงหน้าจอ iPhone สามารถพิมพ์ข้อความได้จริงเพื่อให้ทดลองสนทนาโต้ตอบกับ bot ที่สร้างขึ้นมา พร้อมกับทดสอบ item ต่างๆ ที่เราได้ออกแบบไว้

LINE Bot Designer สามารถใช้งานบนคอมพิวเตอร์ ทั้ง macOS และ Windows เปิดให้ดาวน์โหลดฟรี สามารถโหลดได้ที่ https://developers.line.biz/en/bot-designer/download/

ใครที่อยากจะลองทำ LINE Marketing โดยสร้าง Chatbot ไปใช้จริงก็สามารถติดตามบริการของ Nipa Technology ในอนาคตได้ เพราะเรากำลังพัฒนาการให้บริการสร้าง Chatbot ทั้งใน LINE และ Messenger ซึ่งจะสามารถให้บริการได้ เร็วๆ นี้

 

Google My Business

Google My Business คือบริการจาก Google ที่ไม่คิดค่าบริการ โดยสามารถช่วยสนับสนุนร้านค้าท้องถิ่นให้สามารถเพิ่มข้อมูลธุรกิจลงบนฐานข้อมูลของ Google ได้ ซึ่งจะแสดงผลเมื่อมีการค้นหาชื่อธุรกิจของคุณที่ได้เพิ่มลงไปแล้ว โดยข้อมูลของธุรกิจจะปรากฏอยู่บนผลิตภัณฑ์ในเครือ Google อาทิ Google Maps หรือ Google Search ซึ่งจะปรากฏทั้งแผนที่ ชื่อธุรกิจ และเวลาทำการ นอกจากนั้นยังมีฟีเจอร์ที่เรียกว่า “Post” ซึ่งทำให้ธุรกิจของคุณสามารถใส่โปรโมชันหรือข้อมูลเพิ่มเติมต่างๆ ได้มากขึ้น

ประโยชน์ของ Google My Business นั้นมีหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น

– ลูกค้าสามารถเข้าถึงธุรกิจได้ง่ายขึ้น

– สามารถแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับโปรโมชันหรือ Event ขณะนั้นได้

– ช่วยบอกตำแหน่งที่ตั้งร้านค้าของคุณ โดยใส่ได้ทุกสาขาที่มี

– ข้อมูลธุรกิจของคุณจะมีความน่าเชื่อถือขึ้นถึง 2 เท่า หากได้รับการยืนยันบน Google

– ช่วยรวบรวมรีวิวลูกค้าและโต้ตอบกับลูกค้าได้

สำหรับขั้นตอนการสมัครนั้นก็ไม่ยาก ทำได้ง่ายๆ ดังนี้

  1. ลงชื่อเข้าใช้ Google My Business ได้ที่ google.com/business โดยทำตามขั้นตอนตามเว็บไซต์
  2. ตรวจสอบข้อมูลทางธุรกิจ โดยให้ยืนยันว่าข้อมูลทางธุรกิจถูกต้อง ซึ่งการยืนยันข้อมูลทางธุรกิจนั้นหมายความว่าข้อมูลทั้งหมดต้องพร้อมปรากฏจริงต่อลูกค้าใน Google
  3. ยืนยันธุรกิจของตน เพื่อเป็นการรับประกันความถูกต้องของข้อมูลทางธุรกิจของคุณใน Google ธุรกิจที่ได้รับการยืนยันแล้วมีแนวโน้มที่ผู้ใช้จะ มองว่าน่าเชื่อถือขึ้นถึง 2 เท่า นอกจากนี้การยืนยันยังช่วยปกป้องคุณจากผู้ที่อาจแสร้งทำเป็นตัวแทนของธุรกิจของคุณได้อีกด้วย

จะเห็นได้ว่าประโยชน์ของ Google My Business นั้นมีอยู่มากมายทั้งยังมีขั้นตอนการสมัครที่ไม่ยุ่งยาก สำหรับผู้ประกอบการท่านไหนสนใจก็สามารถไปสมัครใช้งานได้งทันที

สอบ OpenStack Certificate Administrator คืออะไร? ทำไม OpenStacker ต้องสอบ

เรามั่นใจว่าความฝันสูงสุดของ OpenStack Admin หลายคน คือ การมี OpenStack Certificate Administrator หรือที่รู้จักกันในชื่อภาษาไทยว่า “ใบรับรองความสามารถด้านการดูแลระบบ OpenStack” ไว้ในครอบครอง เพราะมันเป็นเสมือนใบเบิกทางที่จะนำพาตัวเองไปสู่หนทางที่ไกลกว่า ซึ่งหลายคนคงรู้วิธีการสมัครสอบ OpenStack Certificate  Administrator  กันอยู่แล้ว ว่าสามารถสมัครสอบได้ที่นี่ และมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ราคา $300 สามารถสอบได้ภายใน 12 เดือนหลังการชำระเงิน ฉะนั้นวันนี้เราจึงจะพาย้อนความกลับไปดูว่าเจ้าใบรับรองที่ใครๆ ก็อยากได้นี่มีความเป็นมาอย่างไร แล้วเมื่อได้มาสามารถนำไปทำอะไรได้บ้าง

ตามเดิม OpenStack Certificate (ใบรับรอง OpenStack) เริ่มต้นมาจากบริษัทยักษ์ใหญ่ อย่าง Mirantis, Red Hat และ Linux ฯลฯ ได้ทำการเปิดคอร์สสอนอบรมความรู้เรื่องการใช้ระบบ OpenStack ขึ้นมาให้บุคคลทั่วไปตลอดจนแอดมินที่ดูแลระบบได้เข้ามาลงทะเบียนเรียนและสอบเอาใบรับรองความเชี่ยวชาญด้าน OpenStack นี้กลับไป แต่มันกลับกลายเป็นมีข้อจำกัดอยู่ตรงที่ว่า เนื้อหาส่วนใหญ่ที่บริษัทเหล่านี้เอามาสอนครอบคลุมอยู่แค่ Platform ของบริษัทนั้นๆ มิใช่แบบ Open Source เพียวๆ ดังนั้นองค์กร OpenStack Foundation ซึ่งเป็นองค์กรหลักผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ Cloud Opensource จึงประกาศกลางงาน OpenStack Summit 2016 ณ เมือง Austin นครรัฐ Texas ในเดือนเมษายน ปี 2016 ว่า จะมีการสอบ OpenStack Certificate ของ OpenStack เองอย่างเป็นทางการภายใต้ชื่อ Certified OpenStack Administrator (COA) ด้วยความเล็งเห็นว่า ในปัจจุบันทักษะ OpenStack กำลังเป็นที่ต้องการสูง

“COA is the first professional certification offered by the OpenStack Foundation. It’s designed to help companies identify top talent in the industry, and help job seekers demonstrate their skills.” – (Openstack.org, n.d.)

(COA คือ ครั้งแรกของการรับรองความเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ OpenStack Foundation ออกแบบมาเพื่อช่วยให้บริษัทสามารถระบุความสามารถระดับสูงในแวดวงอุตสาหกรรม และช่วยให้ผู้ที่กำลังมองหางานด้าน OpenStack สามารถโชว์ทักษะของตนได้)

นั่นจึงหมายความว่าบุคคลทั่วไปที่สอบ OpenStack Certificate ผ่านจะได้รับรองความเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน OpenStack สามารถนำใบรับรองความสามารถด้านการดูแลระบบ OpenStack นี้ไปใช้ในการสมัครงานตำแหน่งระดับสูงได้ และในทางเดียวกันหาก OpenStack Admin ที่ทำงานอยู่ในองค์กรใดองค์หนึ่งถือครอง OpenStack Certificate Administrator ก็จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับลูกค้าและเป็นตัวการันตีว่าทีมงานมีคุณภาพตามมาตรฐาน ซึ่งการวัดผลคะแนนผ่านหรือไม่ผ่านนั้น ทาง COA ได้กำหนดไว้ในระเบียบการว่า “passing score of 76 or higher” หมายถึงผู้สอบ OpenStack Certificate Administrator  ต้องทำคะแนนให้ได้มากกว่าหรือเท่า 76 คะแนน

Private Cloud คือการลงทุนที่คุ้มค่าต่อธุรกิจในปัจจุบัน

เพราะในปัจจุบันนั้นโครงสร้างธุรกิจมีการแข่งขันที่สูงขึ้น ทุกๆกิจการต้องการความรวดเร็วและใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อจะเป็นที่ 1 ในด้านธุรกิจ ซึ่งปัจจัยหลักของการเอาชนะคู่แข่งได้ Private Cloud ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ผู้ประกอบการไม่ควรมองข้ามหรือนักธุรกิจควรศึกษาไว้เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ ก่อนอื่นมาทำความรู้จักก่อนกับ  Private Cloud คือระบบ Cloud จัดขึ้นมาเพื่อรองรับการทำงานขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง หรือเฉพาะกลุ่มที่ได้รับอนุญาตให้เข้าถึงได้ โดยจะลูกเล่นเหมือนกับ Public Cloud แต่จะต่างกันตรงที่ Private Cloud หนึ่งอันจะถูกใช้โดยหนึ่งองค์กรเท่านั้น โดยมีการบริหารจัดการ Resource ให้กับหน่วยงานภายในกันเอง ผู้ใช้ทั่วไปไม่สามารถเข้าไปใช้ Resource เหล่านั้นได้โดยตรง

ข้อดีของ Private Cloud ที่มีต่อธุรกิจ

– มีความปลอดภัยสูงเพราะข้อความทุกอย่างจะเป็นความลับถายในอังค์กรเท่านั้น

– สามารถควบคุมได้ง่าย

– คุมค่าใช่จ่ายให้อยู่ในขอบเขต

– ยกระดับด้านศักยภาพของบุคลากรและระบบ IT ภายในองค์ให้มีประสิทธิภาพ

– มีความรวดเร็วในการใช้งาน ทั้งด้านโปรแกรม และอินเตอเน็ต

– ไม่เปลือง Internet Bandwidth หากการใช้งานส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากบุคคลภายในองค์กรเอง

– ประหยัดค่าใช้จ่าย สำหรับองค์กรที่มีข้อมูลสำคัญอยู่มาก

– สามารถดึงทรัพยากรออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ Private Cloud ให้เราสามารถปรับแต่งการทำงานได้อย่างอิสระ

ข้อเสียของ Private Cloud ที่มีต่อธุรกิจ

– ต้องดูแล Private Cloud อยู่ตลอดเวลาเพื่อความปลอดภัยของข้อมูล

– ผู้ดูแลระบบ Private Cloud ต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ มีความรับผิดชอบสูง

– มีค่าใช้จ่ายในการลุงทุนด้านHardware และ Software สูง

Email Marketing กำลังจะตาย ในขณะที่ Social Media Marketing กลายเป็นการตลาดทรงอานุภาพจริงหรือ?

ช่วงปี 2008-2012 หลังจากการเจริญเติบโตของสื่อโซเชียลเน็จเวิร์ค อย่าง Email Marketing ที่เคยรุ่งเรืองก็ได้รับความนิยมน้อยลง เหตุเพราะช่องทางการตลาดออนไลน์อย่าง Facebook, LINE@, Instagram และ Twitter ได้เข้ามามีหน้าที่สำคัญต่อวิธีการทำ กลยุทธ์ตลาดออนไลน์ กลายเป็นตัวหลักสำหรับการเพิ่มยอดขาย ที่ผู้ประกอบกิจการจำนวนมากนิยมใช้ จึงเกิดเป็นคำถามขึ้นมาว่า สรุปแล้ว Email Marketing ได้ตายลงไปแล้ว แล้วช่องทาง Social Media เป็นช่องทาง Marketing ที่ดีสุดจริงหรือ?

วันนี้เราเลยจะมาหาคำตอบกันว่าระหว่าง Email Marketing กับ Social Media Marketing ใครเป็นช่องทางการตลาดที่ทรงอานุภาพมากกว่ากัน เริ่มจาก…

Email Marketing
  1. Email Marketing (การตลาดผ่านอีเมล์)

Email Marketing เป็นกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ประเภทหนึ่งที่โด่งดังมากในยุคแรกๆ เนื่องจากสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุด ส่วนมากนิยมใช้กับธุรกิจที่ต้องการประชาสัมพันธ์สินค้าหรือบริการในรูปแบบข้อความ (Text) ซึ่งถ้าทำอย่างเหมาะสมและถูกหลัก จะให้ผลตอบรับดี เพราะ Email Marketing สามารถกำหนดเนื้อหาให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายแต่ละกลุ่มได้จากการคัดแยกรายชื่อ Email ภายหลังที่กลุ่มเป้าหมายกรอกข้อมูลมา ในขณะเดียวกันยังสามารถรักษาฐานลูกค้าเก่าได้อย่างแนบแน่น ผ่านการอัพเดทข่าวสาร หรือการส่งโปรโมชั่นให้ทราบอย่างสม่ำเสมอ จนทำให้ลูกค้าเก่ารู้สึกว่าเรายังคงให้ความสำคัญและยังให้สิทธิพิเศษแก่เขา และสร้างลูกค้าใหม่ได้ด้วยการบอกต่อจากลูกค้ารายเก่า จนกลายเป็นเสมือนวงจรการสร้างฐานลูกค้าแบบไม่รู้จบ

ซึ่งผู้ทำธุรกิจทุกคนสามารถทำได้เพียงแค่รู้จักเคล็ดลับการทำ Email Marketing ให้ถูกต้องและน่าดึงดูด เช่น รู้จักการใช้เครื่องมือขั้นสูง, กลยุทธ์ Personalize Email, วันเวลาที่เหมาะสมในการส่ง ฯลฯ และระวังการการส่งอีเมลที่ไม่พึงประสงค์, การส่งอีเมลที่มีเนื้อหาไม่ดีหรือเนื้อหาที่ไม่เกี่ยวข้อง และไม่ทดสอบแคมเปญอีเมลก่อนที่จะส่ง

  1. Social Media Marketing (การตลาดผ่านโซเชียลมีเดีย)

Social Media Marketing เป็นการทำการตลาดออนไลน์ผ่านบรรดาสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ ทั้ง Facebook, Instagram, Twitter ฯลฯ โดยในปัจจุบันกำลังได้รับความนิยมอย่างมากเพราะมีช่องทางการโฆษณาหลากหลายรูปแบบและมี Platform ที่เอื้ออำนวยต่อการทำโฆษณาที่หลากหลาย ทั้งในรูปแบบเนื้อหาเชิงลึก ความบันเทิง กิจกรรม และแบบไดนามิก ที่ Email Marketing ไม่สามารถทำได้เพราะถูกจำกัดจำนวนตัวอักษร จำกัดรูปแบบ ซึ่งข้อดีที่เห็นได้ชัดของการทำ Social Media Marketing คือ สามารถสร้างฐานลูกค้าที่เป็น Potential Buyer ได้กว้าง ไม่ใช่เพียงในประเทศที่คุณอาศัยอยู่ แต่รวมถึงประเทศอื่นๆ ระดับโลก เพราะสื่อสังคมออนไลน์หากมีการ Post เนื้อหา บทความ สินค้าหรือบริการใดๆ ลงไปแล้วผู้ใช้บริการสื่อนั้นผ่านมาเห็นแล้วเกิดการ Engagement ทั้ง Like, Share, Comment จะเกิดการส่งต่อไปยังหน้า Feed คนอื่นได้อีกหลายร้อย หลายพัน หลายหมื่นคนภายในไม่กี่วินาที แถมยังมีราคาถูกเมื่อเทียบกับการตลาดอื่นๆ ที่สำคัญคือสามารถทำโฆษณาได้ทุกวันและตลอด 24 ชั่วโมง

อ่านมาถึงตรงนี้คุณอาจเริ่มคิดว่า การที่ Social Media Marketing ได้รับความนิยม และเป็นช่องทางที่ทรงอานุภาพที่สุดก็น่าจะเป็นเรื่องถูกแล้ว เพราะการทำ Email Marketing ก็ดูยุ่งยากและซับซ้อนเกินไป แถมผลประโยชน์ที่ได้รับกลับมาก็ต่างกันสุดขั้ว ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิด Inequality ด้านข้อมูล เราจึงต้องมาดูข้อด้อยของ Social Media Marketing กันต่อ

ข้อด้อยของการทำธุรกิจออนไลน์บนสื่อโซเชีลมีเดีย คือ มีความน่าเชื่อถือน้อยกว่าการทำ Email Marketing เพราะปัจจุบันผู้ใช้บริการเริ่มตระหนักคิดว่า บนโซเชียลมีเดียนั้นไม่ว่าใครก็สามารถทำโฆษณาอ้างอิงสรรพคุณของสินค้าและคุณสมบัติของการบริการได้อย่างง่ายๆ ส่งผลให้การปิดการขายเป็นไปได้ยาก

ดังนั้นเมื่อลองพิจารณาข้อความข้างต้นแล้ว จะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะ Email Marketing หรือ Social Media Marketing ก็ล้วนแต่มีข้อดี-ข้อด้อยเป็นของตนเอง ไม่สามารถเปรียบเทียบกันได้ เพราะผลประโยชน์ตอนแทนของมันขึ้นอยู่กับประเภทของธุรกิจและวัตถุประสงค์ที่ผู้ประกอบการตั้งไว้ เช่น Email Marketing เหมาะสมกับธุรกิจที่ต้องการสร้างโอกาสในการเพิ่มยอดขายสินค้า และธุรกิจที่ต้องการสานสัมพันธ์กับลูกค้าเป็นสม่ำเสมอ ในขณะที่ Social Media Marketing เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการสร้างการรับรู้ต่อแบรนด์

ส่วนในส่วนของการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของ Smartphone ทำให้ Social Media Marketing ได้รับความนิยม และเป็นสาเหตุให้ Email Marketing เสื่อมอำนาจลงนั้นจริงหรือไม่ บริษัท Nielson Company ได้ออกมาเผยตัวเลขของผู้ใช้ Social Media ว่าหากผู้ใช้มีการใช้งาน Social Media มากขึ้นเท่าไหร่ ก็จะมีการใช้ Email มากขึ้นเท่านั้น (Tukko Nathida,มปป) กล่าวได้ว่า นอกจาก Social Media จะไม่ทำลายหรือหักล้างการสื่อสารทาง Email แล้ว Social Media ยังเป็นสิ่งที่ช่วยกระตุ้นให้ Email เจริญเติบโตขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วย

ดังนั้น ผู้ทำธุรกิจยังไม่ควรมองข้ามการทำ Email Marketing ไป เพราะ Email Marketing ไม่ใช่ช่องทางที่กำลังจะตาย ในทางกลับกันสามารถสร้างยอดขายถล่มทลายเนื่องจากเป็นการทำการตลาดแบบที่การตลาดออนไลน์รูปแบบอื่น ๆ ทำให้ไม่ได้

ตัวช่วยทางการตลาดที่จะทำให้ธุรกิจของคุณประสบความสำเร็จ

ถ้าคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่กำลังจะทำธุรกิจ แต่คุณยังไม่รู้ว่าวิธีการทำธุรกิจทำอย่างไรถึงจะตรงกับกระแสของการตลาดยุค Digital Marketing และคุณเองก็ไม่มีเวลามากพอที่จะศึกษาการทำการตลาดด้วยตนเอง เราจะพาไปให้คุณได้รู้จักตัวช่วยที่จะทำให้ธุรกิจของคุณเป็นไปอย่างเรียบง่าย นั่นคือ Digital Agency มาดูกันว่างาน Digital Agency มีลักษณะอย่างไรบ้าง

งาน Digital Agency คือตัวแทนที่ให้คำแนะนำในการพัฒนาธุรกิจเชิงสร้างสรรค์แก่ลูกค้าในด้านกลยุทธ์ทางการตลาด  และเทคนิคในการพัฒนา ซึ่งทั้งหมดนั้นจะเป็นการให้บริการผ่านสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทางโทรศัพท์ สังคมออนไลน์ ป้ายประชาสัมพันธ์ดิจิตอล แอพพลิเคชั่น โปรแกรมต่างๆ งาน Digital Agency จะคอยแนะนำแนวทางทางธุรกิจให้กับลูกค้าที่มาขอคำปรึกษา ผู้ที่ให้บริการ Digital Agency ต้องเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเข้าใจระบบต่างๆ ของสื่อที่จะใช้เป็นเครื่องมือในการทำการตลาด

งาน Digital Agency ให้บริการมีมากมาย หลักๆที่เป็นงาน Digital Agency มีดังนี้

  • งานออกแบบ และพัฒนาเว็บไซต์
  • งานเพิ่มประสิทธิภาพในการค้นหาข้อมูลให้ติดอันดับการค้นหาในตำแหน่งที่ดีที่สุดบน Search Engine
  • การตลาดในโลกสังคมออนไลน์
  • ทำการ Content
  • การสร้างโอกาสในการขายออนไลน์
  • การพัฒนาและการจัดการธุรกิจออนไลน์
  • การทำการตลาดผ่าน E-mail
  • ทำแคมเปญผ่านสื่อต่างๆ
  • ทำแคมเปญผ่านโทรศัพท์มือถือ

การวัดผลความสำเร็จจากการทำงาน Digital Agency อยู่ที่ประสิทธิภาพที่ทำให้กลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายว่ารู้จักสินค้าและบริการของลูกค้าที่มาขอคำแนะนำจาก Digital Agency มากน้อยเพียงใด