สร้าง Chatbot

หากคุณคิดจะทำ LINE Marketing แต่ไม่มีเวลามานั่งตอบแชทลูกค้าได้ตลอด 24 ชม. หรือกำลังอยากหา Admin เข้ามาช่วยตอบแชทลูกค้า เรามีตัวช่วยดีๆอย่าง Chatbot ที่จะช่วยตอบแชทลูกค้าให้เราได้ตลอด 24 ชม. เซฟทั้งเวลา เซฟทั้งลูกค้า

วันนี้เรามาทำความรู้จักกับ “LINE Bot Designer” โปรแกรมที่จะช่วยให้เราสามารถออกแบบ Chatbot เป็นต้นแบบสำหรับการนำไปพัฒนาต่อเพื่อใช้งานจริงได้ โดยไม่ต้องมีความรู้ในการเขียนโปรแกรม ซึ่งทำให้เราพอจะเห็นภาพว่าเมื่อมี Chatbot แล้วจะสามารถช่วยการทำ LINE Marketing ของเรายังไงบ้าง

***โปรแกรมนี้เป็นเพียงการออกแบบ prototype ของ LINE Bot เท่านั้น ซึ่งเหมาะสำหรับ Designer หรือ Content Creator ที่ต้องการใช้งาน LINE Bot Designer สร้างรหัส JSON ที่สามารถนำมาใช้ในการพัฒนา Chatbots จริงในภายหลัง

 

LINE Bot Designer ทำอะไรได้บ้าง?

“Bot Items” เครื่องมือสำหรับสร้างข้อความ Chatbot ทุกรูปแบบ

1.ออกแบบข้อความได้ 12 รูปแบบ พร้อมสร้างรหัส JSON ที่แสดงอยู่ชัดเจน ภายในโปรแกรม

2.ออกแบบ Rich Menu เครื่องมือที่เหมาะในการทำ Call to Action ที่มีความยืดหยุ่น สำหรับการประยุกต์ใช้ได้หลากหลาย แต่โปรแกรมนี้สามารถทำได้เพียงวางภาพเพื่อให้เห็นหน้าตาของเมนูเท่านั้น ไม่สามารถสร้าง Rich Menu แบบทดลองใช้งานจริงได้

3.ออกแบบ Web App สร้างรูปแบบการแสดงผลหน้าเว็บในข้อความแชทของ LINE ซึ่งแสดงให้เห็นหน้า web browser ทันที

 

“Flex Messages” รูปแบบการแสดงข้อความ LINE ที่ยืดหยุ่น ช่วยการสร้างโค้ด

Flex Message รูปแบบการแสดงข้อความบน LINE ที่สามารถออกแบบได้ยืดหยุ่น สามารถนำ element ต่างๆ มาประกอบร่างเป็นหนึ่ง item คล้ายกับการสร้างรูปแบบ message ได้เอง

 

“Chat Emulator” ทดสอบการใช้งาน Chatbot เสมือนจริง

อุปกรณ์นี้เป็นเครื่องมือทดสอบการใช้งานก่อนนำไปใช้จริงได้เลย โดยโปรแกรมแสดงหน้าจอ iPhone สามารถพิมพ์ข้อความได้จริงเพื่อให้ทดลองสนทนาโต้ตอบกับ bot ที่สร้างขึ้นมา พร้อมกับทดสอบ item ต่างๆ ที่เราได้ออกแบบไว้

LINE Bot Designer สามารถใช้งานบนคอมพิวเตอร์ ทั้ง macOS และ Windows เปิดให้ดาวน์โหลดฟรี สามารถโหลดได้ที่ https://developers.line.biz/en/bot-designer/download/

ใครที่อยากจะลองทำ LINE Marketing โดยสร้าง Chatbot ไปใช้จริงก็สามารถติดตามบริการของ Nipa Technology ในอนาคตได้ เพราะเรากำลังพัฒนาการให้บริการสร้าง Chatbot ทั้งใน LINE และ Messenger ซึ่งจะสามารถให้บริการได้ เร็วๆ นี้

 

สอบ OpenStack Certificate Administrator คืออะไร? ทำไม OpenStacker ต้องสอบ

เรามั่นใจว่าความฝันสูงสุดของ OpenStack Admin หลายคน คือ การมี OpenStack Certificate Administrator หรือที่รู้จักกันในชื่อภาษาไทยว่า “ใบรับรองความสามารถด้านการดูแลระบบ OpenStack” ไว้ในครอบครอง เพราะมันเป็นเสมือนใบเบิกทางที่จะนำพาตัวเองไปสู่หนทางที่ไกลกว่า ซึ่งหลายคนคงรู้วิธีการสมัครสอบ OpenStack Certificate  Administrator  กันอยู่แล้ว ว่าสามารถสมัครสอบได้ที่นี่ และมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ราคา $300 สามารถสอบได้ภายใน 12 เดือนหลังการชำระเงิน ฉะนั้นวันนี้เราจึงจะพาย้อนความกลับไปดูว่าเจ้าใบรับรองที่ใครๆ ก็อยากได้นี่มีความเป็นมาอย่างไร แล้วเมื่อได้มาสามารถนำไปทำอะไรได้บ้าง

ตามเดิม OpenStack Certificate (ใบรับรอง OpenStack) เริ่มต้นมาจากบริษัทยักษ์ใหญ่ อย่าง Mirantis, Red Hat และ Linux ฯลฯ ได้ทำการเปิดคอร์สสอนอบรมความรู้เรื่องการใช้ระบบ OpenStack ขึ้นมาให้บุคคลทั่วไปตลอดจนแอดมินที่ดูแลระบบได้เข้ามาลงทะเบียนเรียนและสอบเอาใบรับรองความเชี่ยวชาญด้าน OpenStack นี้กลับไป แต่มันกลับกลายเป็นมีข้อจำกัดอยู่ตรงที่ว่า เนื้อหาส่วนใหญ่ที่บริษัทเหล่านี้เอามาสอนครอบคลุมอยู่แค่ Platform ของบริษัทนั้นๆ มิใช่แบบ Open Source เพียวๆ ดังนั้นองค์กร OpenStack Foundation ซึ่งเป็นองค์กรหลักผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ Cloud Opensource จึงประกาศกลางงาน OpenStack Summit 2016 ณ เมือง Austin นครรัฐ Texas ในเดือนเมษายน ปี 2016 ว่า จะมีการสอบ OpenStack Certificate ของ OpenStack เองอย่างเป็นทางการภายใต้ชื่อ Certified OpenStack Administrator (COA) ด้วยความเล็งเห็นว่า ในปัจจุบันทักษะ OpenStack กำลังเป็นที่ต้องการสูง

“COA is the first professional certification offered by the OpenStack Foundation. It’s designed to help companies identify top talent in the industry, and help job seekers demonstrate their skills.” – (Openstack.org, n.d.)

(COA คือ ครั้งแรกของการรับรองความเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ OpenStack Foundation ออกแบบมาเพื่อช่วยให้บริษัทสามารถระบุความสามารถระดับสูงในแวดวงอุตสาหกรรม และช่วยให้ผู้ที่กำลังมองหางานด้าน OpenStack สามารถโชว์ทักษะของตนได้)

นั่นจึงหมายความว่าบุคคลทั่วไปที่สอบ OpenStack Certificate ผ่านจะได้รับรองความเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน OpenStack สามารถนำใบรับรองความสามารถด้านการดูแลระบบ OpenStack นี้ไปใช้ในการสมัครงานตำแหน่งระดับสูงได้ และในทางเดียวกันหาก OpenStack Admin ที่ทำงานอยู่ในองค์กรใดองค์หนึ่งถือครอง OpenStack Certificate Administrator ก็จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับลูกค้าและเป็นตัวการันตีว่าทีมงานมีคุณภาพตามมาตรฐาน ซึ่งการวัดผลคะแนนผ่านหรือไม่ผ่านนั้น ทาง COA ได้กำหนดไว้ในระเบียบการว่า “passing score of 76 or higher” หมายถึงผู้สอบ OpenStack Certificate Administrator  ต้องทำคะแนนให้ได้มากกว่าหรือเท่า 76 คะแนน

Private Cloud คือการลงทุนที่คุ้มค่าต่อธุรกิจในปัจจุบัน

เพราะในปัจจุบันนั้นโครงสร้างธุรกิจมีการแข่งขันที่สูงขึ้น ทุกๆกิจการต้องการความรวดเร็วและใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อจะเป็นที่ 1 ในด้านธุรกิจ ซึ่งปัจจัยหลักของการเอาชนะคู่แข่งได้ Private Cloud ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ผู้ประกอบการไม่ควรมองข้ามหรือนักธุรกิจควรศึกษาไว้เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ ก่อนอื่นมาทำความรู้จักก่อนกับ  Private Cloud คือระบบ Cloud จัดขึ้นมาเพื่อรองรับการทำงานขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง หรือเฉพาะกลุ่มที่ได้รับอนุญาตให้เข้าถึงได้ โดยจะลูกเล่นเหมือนกับ Public Cloud แต่จะต่างกันตรงที่ Private Cloud หนึ่งอันจะถูกใช้โดยหนึ่งองค์กรเท่านั้น โดยมีการบริหารจัดการ Resource ให้กับหน่วยงานภายในกันเอง ผู้ใช้ทั่วไปไม่สามารถเข้าไปใช้ Resource เหล่านั้นได้โดยตรง

ข้อดีของ Private Cloud ที่มีต่อธุรกิจ

– มีความปลอดภัยสูงเพราะข้อความทุกอย่างจะเป็นความลับถายในอังค์กรเท่านั้น

– สามารถควบคุมได้ง่าย

– คุมค่าใช่จ่ายให้อยู่ในขอบเขต

– ยกระดับด้านศักยภาพของบุคลากรและระบบ IT ภายในองค์ให้มีประสิทธิภาพ

– มีความรวดเร็วในการใช้งาน ทั้งด้านโปรแกรม และอินเตอเน็ต

– ไม่เปลือง Internet Bandwidth หากการใช้งานส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากบุคคลภายในองค์กรเอง

– ประหยัดค่าใช้จ่าย สำหรับองค์กรที่มีข้อมูลสำคัญอยู่มาก

– สามารถดึงทรัพยากรออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ Private Cloud ให้เราสามารถปรับแต่งการทำงานได้อย่างอิสระ

ข้อเสียของ Private Cloud ที่มีต่อธุรกิจ

– ต้องดูแล Private Cloud อยู่ตลอดเวลาเพื่อความปลอดภัยของข้อมูล

– ผู้ดูแลระบบ Private Cloud ต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ มีความรับผิดชอบสูง

– มีค่าใช้จ่ายในการลุงทุนด้านHardware และ Software สูง

Email Marketing กำลังจะตาย ในขณะที่ Social Media Marketing กลายเป็นการตลาดทรงอานุภาพจริงหรือ?

ช่วงปี 2008-2012 หลังจากการเจริญเติบโตของสื่อโซเชียลเน็จเวิร์ค อย่าง Email Marketing ที่เคยรุ่งเรืองก็ได้รับความนิยมน้อยลง เหตุเพราะช่องทางการตลาดออนไลน์อย่าง Facebook, LINE@, Instagram และ Twitter ได้เข้ามามีหน้าที่สำคัญต่อวิธีการทำ กลยุทธ์ตลาดออนไลน์ กลายเป็นตัวหลักสำหรับการเพิ่มยอดขาย ที่ผู้ประกอบกิจการจำนวนมากนิยมใช้ จึงเกิดเป็นคำถามขึ้นมาว่า สรุปแล้ว Email Marketing ได้ตายลงไปแล้ว แล้วช่องทาง Social Media เป็นช่องทาง Marketing ที่ดีสุดจริงหรือ?

วันนี้เราเลยจะมาหาคำตอบกันว่าระหว่าง Email Marketing กับ Social Media Marketing ใครเป็นช่องทางการตลาดที่ทรงอานุภาพมากกว่ากัน เริ่มจาก…

Email Marketing
  1. Email Marketing (การตลาดผ่านอีเมล์)

Email Marketing เป็นกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ประเภทหนึ่งที่โด่งดังมากในยุคแรกๆ เนื่องจากสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุด ส่วนมากนิยมใช้กับธุรกิจที่ต้องการประชาสัมพันธ์สินค้าหรือบริการในรูปแบบข้อความ (Text) ซึ่งถ้าทำอย่างเหมาะสมและถูกหลัก จะให้ผลตอบรับดี เพราะ Email Marketing สามารถกำหนดเนื้อหาให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายแต่ละกลุ่มได้จากการคัดแยกรายชื่อ Email ภายหลังที่กลุ่มเป้าหมายกรอกข้อมูลมา ในขณะเดียวกันยังสามารถรักษาฐานลูกค้าเก่าได้อย่างแนบแน่น ผ่านการอัพเดทข่าวสาร หรือการส่งโปรโมชั่นให้ทราบอย่างสม่ำเสมอ จนทำให้ลูกค้าเก่ารู้สึกว่าเรายังคงให้ความสำคัญและยังให้สิทธิพิเศษแก่เขา และสร้างลูกค้าใหม่ได้ด้วยการบอกต่อจากลูกค้ารายเก่า จนกลายเป็นเสมือนวงจรการสร้างฐานลูกค้าแบบไม่รู้จบ

ซึ่งผู้ทำธุรกิจทุกคนสามารถทำได้เพียงแค่รู้จักเคล็ดลับการทำ Email Marketing ให้ถูกต้องและน่าดึงดูด เช่น รู้จักการใช้เครื่องมือขั้นสูง, กลยุทธ์ Personalize Email, วันเวลาที่เหมาะสมในการส่ง ฯลฯ และระวังการการส่งอีเมลที่ไม่พึงประสงค์, การส่งอีเมลที่มีเนื้อหาไม่ดีหรือเนื้อหาที่ไม่เกี่ยวข้อง และไม่ทดสอบแคมเปญอีเมลก่อนที่จะส่ง

  1. Social Media Marketing (การตลาดผ่านโซเชียลมีเดีย)

Social Media Marketing เป็นการทำการตลาดออนไลน์ผ่านบรรดาสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ ทั้ง Facebook, Instagram, Twitter ฯลฯ โดยในปัจจุบันกำลังได้รับความนิยมอย่างมากเพราะมีช่องทางการโฆษณาหลากหลายรูปแบบและมี Platform ที่เอื้ออำนวยต่อการทำโฆษณาที่หลากหลาย ทั้งในรูปแบบเนื้อหาเชิงลึก ความบันเทิง กิจกรรม และแบบไดนามิก ที่ Email Marketing ไม่สามารถทำได้เพราะถูกจำกัดจำนวนตัวอักษร จำกัดรูปแบบ ซึ่งข้อดีที่เห็นได้ชัดของการทำ Social Media Marketing คือ สามารถสร้างฐานลูกค้าที่เป็น Potential Buyer ได้กว้าง ไม่ใช่เพียงในประเทศที่คุณอาศัยอยู่ แต่รวมถึงประเทศอื่นๆ ระดับโลก เพราะสื่อสังคมออนไลน์หากมีการ Post เนื้อหา บทความ สินค้าหรือบริการใดๆ ลงไปแล้วผู้ใช้บริการสื่อนั้นผ่านมาเห็นแล้วเกิดการ Engagement ทั้ง Like, Share, Comment จะเกิดการส่งต่อไปยังหน้า Feed คนอื่นได้อีกหลายร้อย หลายพัน หลายหมื่นคนภายในไม่กี่วินาที แถมยังมีราคาถูกเมื่อเทียบกับการตลาดอื่นๆ ที่สำคัญคือสามารถทำโฆษณาได้ทุกวันและตลอด 24 ชั่วโมง

อ่านมาถึงตรงนี้คุณอาจเริ่มคิดว่า การที่ Social Media Marketing ได้รับความนิยม และเป็นช่องทางที่ทรงอานุภาพที่สุดก็น่าจะเป็นเรื่องถูกแล้ว เพราะการทำ Email Marketing ก็ดูยุ่งยากและซับซ้อนเกินไป แถมผลประโยชน์ที่ได้รับกลับมาก็ต่างกันสุดขั้ว ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิด Inequality ด้านข้อมูล เราจึงต้องมาดูข้อด้อยของ Social Media Marketing กันต่อ

ข้อด้อยของการทำธุรกิจออนไลน์บนสื่อโซเชีลมีเดีย คือ มีความน่าเชื่อถือน้อยกว่าการทำ Email Marketing เพราะปัจจุบันผู้ใช้บริการเริ่มตระหนักคิดว่า บนโซเชียลมีเดียนั้นไม่ว่าใครก็สามารถทำโฆษณาอ้างอิงสรรพคุณของสินค้าและคุณสมบัติของการบริการได้อย่างง่ายๆ ส่งผลให้การปิดการขายเป็นไปได้ยาก

ดังนั้นเมื่อลองพิจารณาข้อความข้างต้นแล้ว จะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะ Email Marketing หรือ Social Media Marketing ก็ล้วนแต่มีข้อดี-ข้อด้อยเป็นของตนเอง ไม่สามารถเปรียบเทียบกันได้ เพราะผลประโยชน์ตอนแทนของมันขึ้นอยู่กับประเภทของธุรกิจและวัตถุประสงค์ที่ผู้ประกอบการตั้งไว้ เช่น Email Marketing เหมาะสมกับธุรกิจที่ต้องการสร้างโอกาสในการเพิ่มยอดขายสินค้า และธุรกิจที่ต้องการสานสัมพันธ์กับลูกค้าเป็นสม่ำเสมอ ในขณะที่ Social Media Marketing เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการสร้างการรับรู้ต่อแบรนด์

ส่วนในส่วนของการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของ Smartphone ทำให้ Social Media Marketing ได้รับความนิยม และเป็นสาเหตุให้ Email Marketing เสื่อมอำนาจลงนั้นจริงหรือไม่ บริษัท Nielson Company ได้ออกมาเผยตัวเลขของผู้ใช้ Social Media ว่าหากผู้ใช้มีการใช้งาน Social Media มากขึ้นเท่าไหร่ ก็จะมีการใช้ Email มากขึ้นเท่านั้น (Tukko Nathida,มปป) กล่าวได้ว่า นอกจาก Social Media จะไม่ทำลายหรือหักล้างการสื่อสารทาง Email แล้ว Social Media ยังเป็นสิ่งที่ช่วยกระตุ้นให้ Email เจริญเติบโตขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วย

ดังนั้น ผู้ทำธุรกิจยังไม่ควรมองข้ามการทำ Email Marketing ไป เพราะ Email Marketing ไม่ใช่ช่องทางที่กำลังจะตาย ในทางกลับกันสามารถสร้างยอดขายถล่มทลายเนื่องจากเป็นการทำการตลาดแบบที่การตลาดออนไลน์รูปแบบอื่น ๆ ทำให้ไม่ได้

ปกป้องสายตาของคุณจาก UV ตัวร้ายด้วยแว่นกันแดดกรองแสง

รังสี UV หรือรังสีอัลตร้าไวโอเล็ต (Ultraviolet) เป็นรังสีในระดับความเข้มสูงที่ถูกแผ่ออกมาจากดวงอาทิตย์ หากดวงตาได้ซึบซัมเข้าไปมากๆ จะเกิดปฏิกริยาเคมีในเนื้อเยื่อ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอาการตั้งแต่เบาๆ อย่างพร่ามัว  แพ้แสง ไปจนถึงขั้นร้ายแรงอย่างการเป็นต้อกระจกหรือกระจกตาเสื่อมได้ ดังนั้นในประเทศไทยที่มีแสงอาทิตย์สาดส่องตลอดปี ไม่ว่าจะเป็นฤดูฝน หรือฤดูหนาว การใส่แว่นกันแดดจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เพราะแว่นกันแดดจะช่วยปกป้องดวงตาเราจากการเกิดโรคต่างๆ

Giftgreats แว่นตากันแดด

แว่นกันแดด เป็นอุปกรณ์ถนอมสายตารูปแบบหนึ่งที่สร้างออกมาเพื่อป้องกันอันตรายหรืออาการระคายเคืองจากแสงอาทิตย์ บางครั้งมีหน้าที่ช่วยเหลือด้านการมองเห็น เพิ่มประสิทธิภาพในการรับรู้ ซึ่งแว่นกันแดดที่ดีควรมีความสามารถในการกรองแสงได้ถึง 90 เปอร์เซ็นต์สำหรับการเดินเล่นตามชายหาด และ 97 เปอร์เซ็นต์สำหรับผู้ที่ปีนเขา โดยจะมีทั้งเลนส์ที่เป็นสีสัน กรองแสง และทำให้มืด

          แว่นกันแดดกรองแสง

          แว่นกันแดดกรองแสง เป็นแว่นที่มีเลนส์แว่นตาที่จะช่วยลดปริมาณความสว่างของแสงที่อาจสร้างความเสียหายแก่กระจกตาของเราในอนาคต ตามทั่วไป เลนส์แว่นกันแดดมักจะทำมาจากพลาสติก ส่วนในระหว่างขั้นตอนการผลิตถึงจะมีการเพิ่มเม็ดสีลงไป เพื่อให้พลาสติกมีความเข้มสูง ดูดซับแสงได้ดี ส่วนการกรองรังสี UV เป็นคุณสมบัติของเนื้อวัสดุพลาสติกที่เอามาทำเลนส์

ประเภทของแว่นกันแดดกรองแสง

  1. แว่นกันแดดเลนส์โพลารอยด์ (Polaroid) เป็นแว่นกันแดดกรองแสงที่มีประสิทธิภาพในการช่วยลดแสงได้มากกว่าแว่นกันแดดกรองแสงทั่วไป เพราะมีส่วนประกอบของโพลาไรเซอร์ (Polarizer) ซึ่งเป็นตัวกรองแสงที่มีอนุภาพทำให้แสงซึ่งมีโพราไรซ์ตามแนวที่กำหนดหรือแบบที่ต้องการผ่านได้ ส่วนแสงที่มีโพลาไรซ์แบบอื่นจะถูกปิดกั้นไว้มิให้ผ่าน ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอาการสายตาพร่ามัว เกิดภาพลวงตา หรือเกิดกล้ามเนื้อและประสาทตาอ่อนล้า โดยแว่นกันแดดกรองแสงประเภทโพราลอยด์นี้ เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาสายตาไวต่อแสงและแพ้แสงอย่างยิ่ง
  2. แว่นกันแดดเลนส์ Transition มีประสิทธิภาพในการกรองแสงด้วยกรรมวิธีสีเลนส์ปรับเปลี่ยนความเข้มด้วยตัวเองภายใน 15 วินาทีเมื่อสัมผัสได้ถึงแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ ดวงตาของคุณจึงไม่ต้องทำงานหนัก ผ่อนคลายและรู้สึกสบายตลอดทั้งวัน เหมาะสมกับผู้ที่ทำงานในที่ร่มสลับกับที่ทำงานกล้างแจ้งเป็นประจำ และเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ไม่อยากพกแว่นหลายอัน
  3. แว่นกันแดดเลนส์ Photo เป็นแว่นกันแดดกรองแสงที่มีประสิทธิภาพคล้ายคลึงกับเลนส์ Transition คือสีเลนส์สามารถเปลี่ยนสีได้เมื่อเผชิญกับแสงอาทิตย์ เพียงแต่ด้วยระยะเวลาที่ช้ากว่า แต่ราคาถูกกว่า

ทุกวันนี้วัตถุประสงค์ของการสวมแว่นกันแดดของคนเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามยุคสมัย บางคนสวมเพราะเป็นแฟชั่น บางคนสวมเพราะมองว่าเป็นเครื่องประดับอย่างหนึ่ง ฯลฯ ทำให้ผู้สวมใส่ส่วนมากหันไปให้ความสำคัญกับการเลือกรูปทรง สี ลวดลาย มากกว่าคำนึงถึงประโยชน์ที่แท้จริงที่ว่าแว่นกันแดดที่ดีควรป้องกันรังสี UVA และ UVB ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ที่สุด และในขณะเดียวกันหากผู้สวมใส่เลือกแว่นกันแดดของปลอมที่ไม่มีอานุภาพป้องกันรังสี UV ก็อาจจะเป็นอันตรายมากกว่าไม่ใส่ เพราะการใส่แว่นกันแดดที่มีความมืด จะทำให้รูม่านตาขายขึนซึ่งรับแสง UV ได้มากกว่าเวลาหรี่ตา

ขอบคุณ รูปแว่นตากันแดด จาก Giftgreats

แว่นกันแดดที่เหมาะกับคุณและราคาที่กำหนดได้

เลนส์แว่นตา

คนส่วนใหญ่มักจะมองว่า แว่นตากันแดดเป็นแค่เครื่องประดับ ที่เพียงแค่ใส่แล้วเสริมให้ตัวเองดูดี แต่แว่นตากันแดดไม่ได้มีประโยชน์เพียงแค่เป็นเครื่องประดับ แต่คุณสมบัติที่แท้จริงของแว่นกันแดดมีไว้เพื่อปกป้องดวงตาของเราจากรังสี UV ที่เป็นอันตรายโรคจอประสาท ตาเสื่อม ต้อเนื้อและต้อลมทั้งหมดนี้เป็นโรคที่เกิดขึ้นจากรังสี UV ทั้งนั้น บทความนี้จะมาแนะนำวิธีการเลือกเลนส์กันแดดให้เหมาะกับการใช้งาน และราคาโดยประมาณของเลนส์แต่ละชนิดกัน

  • Lens Tint

เลนส์ชนิดนี้เป็นเลนส์สีใสที่ถูกย้อมสีเลนส์ให้เข้มขึ้นเพื่อให้ปริมาณของแสงที่จะเข้าสู่ดวงตาน้อยลง คุณสมบัติของสีเลนส์แต่ละสีจะมีการยอมให้แสงผ่านไม่เท่ากัน เช่น เลนส์สีดำ เทา ช่วยกรองแสง ตัดแสงจ้าเมื่ออยู่กลางแจ้ง ซึ่งความสามารถในการกรองแสงขึ้นอยู่กับความเข้มของสีเลนส์ ข้อดีของเลนส์กันแดดสีดำคือไม่ทำให้สีของวัตถุเปลี่ยนแปลง กรองรังสีได้ เลนส์สีน้ำตาล ช่วยเรื่องการมองเห็นได้ดีแม้ว่าจะอยู่ในที่ที่มีแสงน้อย เลนส์สามารถปรับความคมชัดได้และยังสามารถเพิ่มวิสัยทัศน์ในการมองเห็น กรองรังสี UV ได้ เลนส์สีเหลือง ช่วยเพิ่มแสง เพิ่มวิสัยทัศน์ในช่วงเวลาเย็นและกลางคืน สามารถป้องกันรังสี UV ที่ทำร้ายดวงตาเราได้ เลนส์สีเขียว สามารถตัดแสง กรองแสงได้ดีเหมือนเลนส์กันแดดสีดำ เทา เมื่อสวมเลนส์กันแดดสีเขียวแล้วสีของวัตถุจะไม่เปลี่ยนไปจากเดิม ให้สีที่เป็นธรรมชาติสวมใส่แล้วสบายตา เลนส์สีส้ม มีคุณสมบัติที่คล้ายคลึงกับสีเหลืองต่างกันเพียงแต่ เลนส์กันแดดสีส้ม สามารถช่วยเพิ่มความคมชัดในการมองเห็นในเวลาเย็นและค่ำได้ ทั้งหมดที่กล่าวมาคือสีเลนส์กันแดดที่แนะนำให้เลือกใช้กัน ซึ่งเลนส์กันแดดแบบย้อมสีในเนื้อเลนส์นั้นจะมีราคาอยู่ที่ประมาณ 300 บาท

เลนส์กันแดดชนิดนี้เป็นเลนส์ที่มีการใส่ชั้นฟิล์มโพลาไรซ์ที่แนวตั้ง 90 องศา ที่ไม่ยอมให้แสงที่มีแกนโพลาไรซ์ในแนวนอนผ่าน ซึ่งเลนส์กันแดดชนิดนี้ออกแบบมาให้สามารถตัดแสงสะท้อนในบางแกนออกไป หลักการการทำงานของเลนส์โพลาไรซ์คือจะหักเหแสงแนวระนาบให้ไปในทางอื่นแทนที่แสงนั้นจะพุ่งเข้าสู่ดวงตาเราโดยตรง ราคาของเลนส์กันแดดโพลาไรซ์ ฟิลเตอร์อยู่ที่ประมาณ 1500 บาท

เลนส์กันแดดชนิดนี้เป็นเลนส์ชนิดเดียวกับ Lens Tint หรือเลนส์กันแดดแบบย้อมสีในเนื้อเลนส์ แต่จะแตกต่างกันตรงที่เลนส์กันแดดฉาบปรอทนั้นจะมีการเคลือบโลหะปรอทลงบนเนื้อเลนส์ เพื่อทำให้เลนส์มีความมันวาว โดยคุณสมบัติของเลนส์กันแดดฉาบปรอทที่นอกจากความมันวาวแล้ว การเคลือบปรอทลงบนเลนส์ยังช่วยสะท้อนแสงออกไป เลนส์กันแดดฉาบปรอทจะช่วยทำให้การมองเห็นชัดเจนยิ่งขึ้นในที่แสงมากอีกด้วย เลนส์กันแดดฉาบปรอทจะมีราคาประมาณ 650 บาท

เลนส์ชนิดนี้เป็นเลนส์ใสที่มีการเคลือบหรือใส่สารที่ทำให้เลนส์สามารถเปลี่ยนสีได้ลงในเนื้อเลนส์ และเมื่อเลนส์กันแดดได้รับรังสี UV ตัวเลนส์จะมีการเปลี่ยนสีจากสีใสกลายเป็นสีเข้ม อาจจะเป็นสีดำหรือเทาเข้ม แต่หากเลนส์อยู่ในที่ร่มที่ไม่มีรังสี UV เลนส์จะเปลี่ยนสีจากสีเข้มเป็นสีใส เลนส์กันแดดชนิดนี้สามารถเปลี่ยนสีได้เข้มที่สุดเมื่อได้รับรังสียูวีที่มีค่าสูงสุดหรืออยู่ในอุณหภูมิต่ำ เลนส์กันแดดแบบเปลี่ยนสีจะช่วยลดแสงสะท้อนที่ผิวเลนส์ทั้งสองด้าน เลนส์นี้สามารถทำให้เห็นภาพในสภาวะที่มีแสงน้อยหรือตอนกลางคืนได้ดีขึ้นเมื่อเทียบกับเลนส์ที่ไม่ได้เคลือบสารเปลี่ยนสี เลนส์กันแดดชนิดนี้สามารถลดแสงจ้าและยังให้ความชัดเจนที่มากขึ้น หากเคลือบสารด้านหลังของเลนส์กันแดดที่มีสีเข้ม จะช่วยลดแสงสะท้อนที่จะเข้าสู่ดวงตา ลดการเกิดภาพหลอก (Image Ghost) ลงได้ ราคาของเลนส์กันแดดแบบเปลี่ยนสีจะมีราคาประมาณ 1500 บาท

Online Marketing Agency คำตอบของคำถามเรื่องการทำการตลาดออนไลน์

Online Marketing Agency

ความล้ำสมัยทางเทคโนโลยีที่พัฒนาบนระบบอินเทอร์เน็ตให้มีความสะดวกสบายและรวดเร็ว สามารถเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์พกพา หรือโน๊ตบุ๊ค โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต และอื่นๆ ได้โดยไม่ต้องพึ่ง คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ ทำให้อินเทอร์เน็ตได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้คน อาทิเช่น การติดต่อสือสาร สืบค้นข้อมูล รวมไปถึงการทำพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce)

Online Marketing Agency
Online Marketing Agency

การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือที่เรียกกันง่ายๆ ว่า การตลาดออนไลน์ (Online Marketing) หมายถึง การทำการตลาด หรือกิจกรรมทางการตลาดผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตและระบบ Social Media จำพวก Google, Facebook, Line, Instagram โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำให้สินค้าหรือบริการนั้นเป็นที่รู้จัก ซึ่งข้อดีของการทำ Digital Marketing นอกจากจะช่วยขยายขอบเขตกิจการของผู้ประกอบการธุรกิจได้เร็วแล้ว ยังช่วยขยายฐานลูกค้าได้ไว ทำให้ผู้ประกอบการหลายรายหันมาให้ความสนใจกับการทำการตลาดออนไลน์เพิ่มมากขึ้น

ซึ่งในความเป็นจริง หากผู้ประกอบการมีทักษะทางด้านการตลาดออนไลน์ รู้จักการเลือกใช้เครื่องมือสื่ออินเทอร์เน็ต ผู้ประกอบการสามารถวางแผนและจัดทำกลยุทธ์เพื่อการโฆษณาและขายได้ด้วยตนเอง แต่ในทางตรงข้ามกัน หากผู้ประกอบการกำลังสับสนว่าควรเลือกใช้กลยุทธ์แบบไหน ช่องทางโฆษณาทางใด การจ้าง Online Marketing Agency ก็เป็นอีกคำตอบที่จะช่วยจัดการกับปัญหาเหล่านั้น

เพราะ Online Marketing Agency คือ องค์กรผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์ ตัวช่วยในการวิเคราะห์สถิติ ที่ปรึกษาในการให้คำแนะนำและดูแลโฆษณา เหมาะสำหรับธุรกิจที่เพิ่งเริ่มก่อตั้งและธุรกิจที่ต้องการเห็นผลการเปลี่ยนแปลงในด้านการสร้างการรับรู้ (Brand Awareness) หรือการมีส่วนร่วม (Engagement) ได้ในทันที โดยประเภทของ Online Marketing Agency ที่นิยมพบเห็นได้ในปัจจุบัน สามารถจำแนกได้เป็น 4 ลักษณะ คือ

  1. Online Marketing Agency ขนาดใหญ่ สามารถให้บริการผู้ประกอบการซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างได้ ตั้งแต่การวิเคราะห์ธุรกิจเพื่อวางแผนในการทำโฆษณาให้ตอบโจทย์ในแต่ละสินค้าบริการ ให้คำปรึกษาและคำแนะนำต่างๆ ทางการตลาดแก่เจ้าของกิจการ ช่วยวิเคราะห์ต้นทุนและผลตอบแทนจากการทำโฆษณาเพื่อควบคุมงบประมาณ ติดตามและรายงานผลระหว่างการโฆษณา ไปตลอดจนออกแบบและสร้างสรรค์แบนเนอร์ต่างๆ ในการทำโฆษณาให้มีคุณภาพและน่าสนใจ เพราะเอเจนซี่การตลาดขนาดใหญ่นี้มักจะมีบุคคลากรแบบครบวงจร อาทิ ทีม Salesforce Administration Analyst, ทีม Digital Strategic Planner, ทีม Digital Marketing Specialist, ทีม Graphic Designer, ทีม Content Marketing ฯลฯ
  2. Online Marketing Agency ขนาดกลาง แม้จะไม่มีบุคคลากรมากเทียบเท่า แต่ข้อดีของเอเจนซี่รูปแบบนี้คือจะมีความเชี่ยวชาญทาง Creative ทำโฆษณา และ Social Media ดูแลการตลาดผ่านสื่อ จำพวก Facebook, Instagram , Line@ แบบเฉพาะทาง
  3. Online Marketing PR Agency กลุ่มเอเจนซี่ใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ พัฒนามาจาก PR เอเจนซี่ โดยเน้นไปเรื่องการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบริษัทกับสื่อมวลชนและผู้เกี่ยวข้องต่างๆ ในยุคดิจิทัล รวมไปถึงดูแลความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรกับแฟนๆ หรือ ผู้มีอิทธิพลในโลกดิจิทัล เพื่อสร้างชื่อเสียงที่ดีในระยะยาว (Cr. Positioningmag)
  4. Online Marketing Agency ที่เชี่ยวชาญด้านการสร้างสรรค์ผลงานรูปภาพ เนื้อหา (Content) วิดีโอ และเว็บไซต์ต่างๆ โดยเฉพาะ ส่วนมากไม่ได้รับงานจากลูกค้าโดยตรง แต่มักจะรับงานต่อมาจากเอเจนซี่ขนาดใหญ่และเอเจนซี่ขนาดกลาง

โดยเหตุผลที่ผู้ประกอบการควรใช้บริการ Online Marketing Agency ก็เพราะเอเจนซี่เหล่านี้มักมีความเชี่ยวชาญในเฉพาะสายงาน เข้าใจกระแสทางการตลาด สามารถจับมาประยุกต์ใช้กับการวางกลยุทธ์ได้อย่างรวดเร็ว ที่สำคัญคือ Online Marketing Agency จะมีฐานข้อมูลเกี่ยวกับ Online Marketing ทั้งในแง่ความรู้ เทคนิค เคล็ดลับ และข้อมูลคู่แข่งทางธุรกิจของคุณ ให้คุณเรียนรู้และศึกษาได้

WannaCry ไวรัสเรียกค่าไถ่แลกรหัสเข้าข้อมูล ระบาดทั่วโลก

เรียกได้ว่าเป็นข่าวใหญ่ของวงการไอทีเลยก็ว่าได้ เมื่อ WCry Ransomware (หรือ WannaCry, WannaCrypt0r, WannaCrypt, Wana Decrypt0r, Wanna Cry) ไวรัสมัลแวร์ที่จะทำการเข้าถึงข้อมูลของเครื่องคอมพิวเตอร์ และล็อครหัสไว้ หากต้องการกู้ข้อมูลคืนต้องจ่ายเงินเป็นค่าไถ่จำนวน 300 เหรียญสหรัฐ (หรือประมาณ 10,000 – 20,000 บาท) ผ่านทาง Bitcoin โดยหากโดนไวรัสตัวนี้แล้ว คอมพิวเตอร์จะขึ้นหน้าที่บอกว่าไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลภายในเครื่อง และมีการนับถอยหลังเวลาไว้ชัดเจน หากเกิน 3 วัน ค่าไถ่จะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า และหากเกิน 7 วัน ไฟล์เหล่านั้นจะถูกลบ

wannacry

 

ไวรัส WannaCry ตัวนี้เกิดจากการที่เครื่องมือของ NSA (สำนักงานความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ) ถูกแฮ็ก และทำการอาศัยช่องโหว่ของระบบวินโดว์ของไมโครซอฟต์  ที่มีชื่อเรียกว่า ETERNALBLUE โดยคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ที่โดนไวรัสตัวนี้ ปัจจัยแรกคือมาจากการที่ไม่ได้อัพเดตระบบปฏิบัติการของระบบวินโดว์ รวมไปถึงการเปิดไฟล์แนบในอีเมล์บางอีเมล์ที่ไม่น่าไว้ใจ ก็จะทำให้มัลแวร์ตัวนี้เข้ามาในคอมพิวเตอร์ได้

มีหลายหน่วยงานที่ถูกไวรัสตัวนี้เข้าแทรกแซงข้อมูลและเรียกค่าไถ่ อาทิ  NHS (National Health Service) ระบบประกันสุขภาพของอังกฤษ จนทำให้คนไข้ไม่สามารถเข้ารับการผ่าตัดได้ในวันนั้น ทาง NHS จึงต้องยอมจ่ายค่าไถ่เพื่อรักษาชีวิตของคนไข้ไว้ รวมไปถึง คอมพิวเตอร์อีกกว่า 100,000 เครื่องจาก 100 ประเทศก็โดนไวรัสตัวนี้ไปแล้ว ขณะที่บริษัท การีน่าไทยแลนด์ เครือข่ายเกมส์ยักษ์ใหญ่ก็ถูก WannaCry เล่นงานเช่นกัน จนเป็นเหตุให้ต้องปิดเซิร์ฟเวอร์ไปชั่วคราว

อย่างไรก็ดี ในตอนนี้ได้มีนักวิจัยที่ใช้ชื่อว่า  MalwareTech ค้นพบวิธีการหยุดเจ้ามัลแวร์ตัวนี้โดยการ ตรวจสอบ URL และลงทะเบียนเว็บไซต์และเปิดโดเมนใหม่ โดยใช้เงินไป £10 จนทำให้การแพร่กระจายของ WannaCry หยุดลง โดยทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ยังไม่แน่เสมอไปว่าไวรัสมัลแวร์ตัวนี้จะไม่กลับมาอีก ดังนั้นผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ทุกคนควรหมั่นอัพเดตวินโดว์ของตนเสมอ และไม่เปิดไฟล์แนบ หรือเว็บไซต์ไม่น่าเชื่อถือที่ติดมากับอีเมล์จะเป็นการดีที่สุด

ผู้สวมใส่ Smartwatch เสี่ยงที่จะถูกขโมยรหัส ATM ได้

ใครที่สวมนาฬิกาอัจฉริยะ Smartwatch หรือพวกสายรัดข้อมืออัจฉริยะที่สามารถจับการเคลื่อนไหวของเราได้ละก็ต้องเพิ่มความระมัดระวัง เป็นไปได้ถอดนาฬิกาอัจฉริยะก่อนกด ATM เพราะ ผู้สวมใส่ Smartwatch เสี่ยงที่จะถูกขโมยรหัส ATM ได้

มีผลวิจัยจาก Binghamton University เผยว่า smartwatch ของคุณอาจจะไม่ปลอดภัยขณะคุณกำลังกด ATM เพราะหากถูกแฮก และจับความเคลื่อนไหวของอุปกรณ์สวมใส่เช่น สายรัดข้อมืออัจฉริยะ และนาฬิกา Smartwatch หากแฮกเกอร์สามารถแฮกสำเร็จคนร้ายก็สามารถขโมยรหัส ATM ( ATM PINCODE) ได้เรียบร้อย โดยจากการทดสอบลักษณะนี้ผลปรากฎว่ากดถูกถึง 80% เลยทีเดียว

แฮกเกอร์สามารถเรียกดูข้อมูลการเคลื่อนไหวของมือที่ถูกสวมใส่ ได้ผ่านทางเชื่อมต่อ Bluetooth ระหว่างโทรศัพท์กับตัวนาฬิกา ดังนั้นวิธีป้องกันก็หากคุณเตรียมทำธุระทางการเงินด้วย ATM ควรเปลี่ยนนาฬิกา Smartwatch เป็นนาฬิกาแบบปกติแทน เพื่อไม่ให้คนร้ายแฮกนาฬิกาเพื่อขโมยรหัส ATM ของคุณไป

ข้อมูลจาก Semantic Scholar , TheNextWeb

การพีอาร์ (Public Relation) กับการโฆษณา (Advertise)ต่างกันอย่างไร

ผู้ประกอบการบางส่วนยังมีความเข้าใจผิดในเรื่องของการพีอาร์ (Public Relation) กับการโฆษณา (Advertise) นำไปสู่ความสับสนในการทำงานและการคาดหวังผลการปฎิบัติงาน

ทั้งนี้โฆษณาและการพีอาร์มีสิ่งที่เหมือนกันคือสามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการสื่อออกไปได้ (แต่คาดเดาผลตอบรับไม่ได้) และสามารถทำงานร่วมกันได้ แต่บางประเด็นมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ลองไปดูกันว่าสองคำนี้แตกต่างกันอย่างไร

การโฆษณา สามารถกำหนด Message ที่จะลงสื่อได้ พูดง่ายๆคือสามารถผลิตสื่อและนำไปเผยแพร่ได้เลย (เมื่อจ่ายเงินกับสื่อหรือผ่านสื่อของตัวเอง) เช่น ภาพวาด บทความ คลิปวีดีโอ คลิปเสียง ฯลฯ แต่การทำพีอาร์ ไม่สามารถควบคุม Message ที่จะออกผ่านสื่อได้ เมื่อทำการเผยแพร่ออกไปทั้งการส่งข่าวหรือจัดแถลงข่าวให้กับสื่อมวลชน จากนั้นสื่อจะเป็นฝ่ายกำหนด Message เอง ซึ่งอาจจะไม่ตรงกับสิ่งที่ต้องการให้สื่อออกไปก็เป็นได้ ทั้งทางบวกและทางลบ ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของสื่อ

ผู้ที่ว่าจ้างบริษัทพีอาร์ จึงต้องยอมรับว่าไม่สามารถที่จะควบคุมประเด็นที่จะออกสื่อได้ทั้งหมด เพราะไม่มีใครที่จะกำหนดทิศทางของสื่อได้ ยกเว้นมีการบริหารจัดการสื่อหรือว่าจ้างลอบบี้ยิสต์ซึ่งพอที่จะกำหนด Message ที่ออกไปได้ซึ่งจะมีค่าใช้จ่าย

การโฆษณา เป็นการสื่อสารครั้งเดียว แต่การทำพีอาร์คือการบริหารการสื่อสารระยะยาว เมื่อลงโฆษณาไปแล้วไม่ว่าจะช่องทางใดก็ตาม ทั้งสิ่งพิมพ์ ทีวี ออนไลน์ จะไม่ค่อยมีโอกาสได้สื่อ Message ที่ต้องการอีก ยกเว้นจะลงโฆษณาชุดใหม่อีกรอบ แต่การทำประชาสัมพันธ์จะเป็นการบริหาร Message ที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ เช่น ลงข่าวไปแล้วยังเกิดผลตอบรับที่ไม่มากพอ ก็ยังสามารถส่งข่าวประชาสัมพันธ์ใหม่ได้ต่อเนื่อง นอกจากนี้งานประชาสัมพันธ์คือการสร้างความสัมพันธ์กับสื่อมวลชน ถ้าหากสามารถสร้างสายสัมพันธ์ที่ดีได้ จะช่วยสร้างโอกาสในการสื่อสารกับมวลชนได้เป็นอย่างดี

งานพีอาร์ ให้ความรู้สึกที่เป็นมิตรกับผู้รับสารมากกว่างานโฆษณา จุดอ่อนสำคัญของการโฆษณาที่ต้องการยัดเยียดเนื้อหามากเกินไปคือผู้รับสารจะรู้สึกไม่ Friendly เหมือนมีความรู้สึกว่าถูกบังคับให้รับรู้ Message ทางเดียว แต่งานพีอาร์ หากสามารถบริหารจัดการ Message ที่ออกไปไ้ด้อย่างดี ผู้รับสารจะมีความรู้สึกว่าไม่ได้ถูกยัดเยียดให้รับรู้ฝ่ายเดียว แน่นอนว่าผู้ประกอบการอาจไม่สามารถ “ขาย” สิ่งที่ต้องการได้ทั้งหมด แต่ขอเพียงได้สื่อสารหัวใจสำคัญออกไปก็น่าจะเพียงพอ

บทสรุปของงานพีอาร์ก็คือการทำงานร่วมกับสื่อมวลชนเพื่อสื่อ Message ที่ต้องการ ส่วนการโฆษณาคือการสื่อสาร Message ที่ต้องการได้โดยตรง

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการสามารถเลือกใช้ทั้งงานพีอาร์และโฆษณาไปพร้อมกันได้ เพราะทั้งสองอย่างนี้จะช่วยเกื้อหนุนและปิดจุดอ่อนซึงกันและกันได้ จุดนี้เอเยนต์ซี่ส่วนใหญ่สามารถที่จะรับงานได้ทั้งสองแบบพร้อมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้สื่อออนไลน์ในปัจจุบันสามารถเป็นศูนย์กลางให้ทั้งงานพีอาร์และโฆษณาทำงานไปพร้อมกันได้อย่างลงตัว