4 วิธีง่ายๆ สร้างโฆษณา เพิ่มเพื่อน ผ่าน Line Official Account (Line oa)

4 วิธีง่ายๆ สร้างโฆษณา เพิ่มเพื่อน ผ่าน Line Official Account (Line oa)

 

ด้วยยุคสมัยบัดนี้ที่เราสามารถติดต่อสื่อสารกันได้ง่ายเพียงแค่เรามีสมาร์ตโฟน เลยทำให้application แพร่หลายอย่าง ไลน์ ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเราไปแล้ว
เพราะจากสถิติ Line Thailand ชี้ว่า คนไทยใช้เวลากับ line เฉลี่ยต่อวัน นานถึง 63 นาทีเลยทีเดียว เชื่อว่าผู้ประกอบธุรกิจร้านค้าคงเห็นข้อสังเกตตรงนี้ ในเมื่อมีผู้ใช้งานไลน์ เฉลี่ยต่อวันนานขนาดนี้! แล้วถ้าเราลงประกาศสินค้าและบริการผ่าน Line Official Account (Line oa) หละ แบรนด์คงเป็นที่รู้จัก และมีผู้เข้าถึงได้เป็นจำนวนมากเลยทีเดียว

 

มาทำความรู้จักกับโฆษณา Gain Friend กัน

โฆษณา Gain Friend คือฟีเจอร์ใหม่ของ Line Official Account (Line oa) ที่มีจุดประสงค์ในการอำนวยความสะดวกสบายให้ผู้ประกอบร้านค้าที่ต้องการลงโฆษณาLine สามารถซื้อโฆษณา Line ที่มีฐานลูกค้า เพื่อเพิ่มจำนวนผู้ติดตามบัญชี Line Official Account (Line oa) ของแบรนด์ได้
ข้อกำหนดในการซื้อโฆษณา เพิ่มเพื่อน บน Line Official Account (Line oa)
การที่จะสามารถซื้อโฆษณา เพิ่มเพื่อน ได้ บัญชี Line Official Account (Line oa) ของคุณต้องได้รับรอง Verified Account หรือได้โล่น้ำเงิน

4 ลำดับวิธีสร้างโฆษณา Gain Friend

1.ล็อกอิน Line Business Account หลังจากนั้นกดปุ่ม “โฆษณาเพิ่มเพื่อน” และ “สร้างใหม่”

2.กำหนดกลุ่มเป้าหมาย 4 อย่าง คือ เพศ อายุ ที่อยู่ ความสนใจ

3.กำหนดงบประมาณในการโฆษณาline คือ

-งบประมาณรวม: จำนวนเงินที่ต้องการใช้กับโฆษณา
-ราคาเสนอ: ราคาสูงสุดที่เราพร้อมจ่ายเพื่อเพิ่มเพื่อน 1 คนบนaccount Line Official Account (Line oa) ผ่าน โฆษณา เพิ่มเพื่อน

4.ระบุบทความ โฆษณาไลน์

-ชื่อโฆษณาไลน์ : ควรที่จะตั้งชื่อโฆษณาให้มีความน่าสนใจดึงดูดลูกค้า
-คำอธิบาย : เขียนอธิบายให้กลุ่มเป้าหมายของเรารู้จักบัญชีทางการมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงการแจ้งสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับเมื่อเพิ่มเพื่อนกับaccountของเรา
-รูปภาพ : ควรเลือกรูปที่แสดงถึงเอกลักษณ์ จุดเด่นสินค้าและบริการของแบรนด์ อาจจะใส่ข้อความเพื่อเป็นการอธิบายเล็กน้อย โดยมีอัตราส่วนดังนี้
-สี่เหลี่ยมจัตุรัส 1080*1080
-สี่เหลี่ยมผืนผ้า 1200*628

รู้จักกับโฆษณา เพิ่มเพื่อน ผ่าน Line Official Account (Line oa) แล้ว ก็ลองเข้าไปใช้บริการฟีเจอร์น้องใหม่กันดูนะครับ เพื่อที่จะสร้างรากฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ให้มีจำนวนเพิ่มมากยิ่งขึ้น ช่วยทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆอีกด้วย

Google My Business

Google My Business คือบริการจาก Google ที่ไม่คิดค่าบริการ โดยสามารถช่วยสนับสนุนร้านค้าท้องถิ่นให้สามารถเพิ่มข้อมูลธุรกิจลงบนฐานข้อมูลของ Google ได้ ซึ่งจะแสดงผลเมื่อมีการค้นหาชื่อธุรกิจของคุณที่ได้เพิ่มลงไปแล้ว โดยข้อมูลของธุรกิจจะปรากฏอยู่บนผลิตภัณฑ์ในเครือ Google อาทิ Google Maps หรือ Google Search ซึ่งจะปรากฏทั้งแผนที่ ชื่อธุรกิจ และเวลาทำการ นอกจากนั้นยังมีฟีเจอร์ที่เรียกว่า “Post” ซึ่งทำให้ธุรกิจของคุณสามารถใส่โปรโมชันหรือข้อมูลเพิ่มเติมต่างๆ ได้มากขึ้น

ประโยชน์ของ Google My Business นั้นมีหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น

– ลูกค้าสามารถเข้าถึงธุรกิจได้ง่ายขึ้น

– สามารถแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับโปรโมชันหรือ Event ขณะนั้นได้

– ช่วยบอกตำแหน่งที่ตั้งร้านค้าของคุณ โดยใส่ได้ทุกสาขาที่มี

– ข้อมูลธุรกิจของคุณจะมีความน่าเชื่อถือขึ้นถึง 2 เท่า หากได้รับการยืนยันบน Google

– ช่วยรวบรวมรีวิวลูกค้าและโต้ตอบกับลูกค้าได้

สำหรับขั้นตอนการสมัครนั้นก็ไม่ยาก ทำได้ง่ายๆ ดังนี้

  1. ลงชื่อเข้าใช้ Google My Business ได้ที่ google.com/business โดยทำตามขั้นตอนตามเว็บไซต์
  2. ตรวจสอบข้อมูลทางธุรกิจ โดยให้ยืนยันว่าข้อมูลทางธุรกิจถูกต้อง ซึ่งการยืนยันข้อมูลทางธุรกิจนั้นหมายความว่าข้อมูลทั้งหมดต้องพร้อมปรากฏจริงต่อลูกค้าใน Google
  3. ยืนยันธุรกิจของตน เพื่อเป็นการรับประกันความถูกต้องของข้อมูลทางธุรกิจของคุณใน Google ธุรกิจที่ได้รับการยืนยันแล้วมีแนวโน้มที่ผู้ใช้จะ มองว่าน่าเชื่อถือขึ้นถึง 2 เท่า นอกจากนี้การยืนยันยังช่วยปกป้องคุณจากผู้ที่อาจแสร้งทำเป็นตัวแทนของธุรกิจของคุณได้อีกด้วย

จะเห็นได้ว่าประโยชน์ของ Google My Business นั้นมีอยู่มากมายทั้งยังมีขั้นตอนการสมัครที่ไม่ยุ่งยาก สำหรับผู้ประกอบการท่านไหนสนใจก็สามารถไปสมัครใช้งานได้งทันที

Job Fair เพิ่มโอกาสแก่นักศึกษาจบใหม่ และผู้ที่กำลังหางาน

นอกเหนือจากการค้นหางานผ่านเว็บ สมัครงานผ่าน Email หรือ Walk-In เข้ามายื่นเอกสารที่บริษัทด้วยตัวเองปัจจุบันนี้บริษัทหลายที่ได้ขยายโอกาสแก่ทุกคนที่กำลังหางานที่ใช่ ตำแหน่งที่ถูกใจ ด้วยสิ่งที่เรียกว่า “Job Fair

Job Fair คือ มหากรรมนัดหมายแรงงานขนาดใหญ่ ที่รวมเอาบริษัทชั้นหนึ่ง (จำนวนตามแต่ที่เขาระบุ) มาจัดบูธออกงาน โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อแนะแนวการทำงานและก็เปิดรับสมัครบุคคลากรที่มีคุณภาพ ส่วนมากดำเนินงานโดยฝ่ายทรัพยากรบุคคล (Human Resource) ของแต่ละบริษัท นิยมจัดขึ้นใน 2 ลักษณะ คือ

  1. บริษัทร่วมมือกับ Organize หรือเว็บไซต์จัดหางาน จัดแสดงงาน Job Fair ตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทศ โดยการจัดงานในลักษณะนี้จะเน้นกลุ่มเป้าหมายไปยังนักศึกษาชั้นปีที่ 3 ที่ต้องการสถานที่ฝึกงาน และนักศึกษาชั้นปีที่ 4 ที่กำลังจะสำเร็จการศึกษา
  2. บริษัทร่วมมือกับ Organize หรือเว็บไซต์จัดหางาน จัดแสดงงาน Job Fair ตามหอประชุม ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การเรียนรู้ ฯลฯ เพื่อเปิดรับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นบุคคลทั่วไป

 

การเตรียมตัวเข้าร่วมงาน Job Fair

            ไม่ว่าจะลงมือทำอะไรควรคำนึงถึงเสมอว่าความสำเร็จเริ่มมาจากจุดเริ่มต้น การหางานผ่านช่องทางJob Fair ก็เช่นกัน ถ้าคุณหละหลวมการเตรียมพร้อม โอกาสที่คุณจะได้งานก็จะลดลง มิหนำซ้ำคู่แข่งกว่าร้อยคนอาจจะเป็นฝ่ายได้คว้าโอกาสอันงามนั้นไปแทน ฉะนั้นก่อนจะไปหางานที่ Job Fair คุณควรเตรียมตัว เตรียมความรู้ เตรียมเอกสารตาม 4 วิธีที่เราจะแนะนำต่อไปนี้ให้เรียบร้อย

  • เตรียมเอกสารให้พร้อม เพราะในการสมัครงาน แผนกทรัพยากรบุคคลที่ประจำบูธจะขอรับเอกสารประกอบใบสมัครของคุณ ทั้งนี้เอกสารที่ควรนำติดตัวมาเบื้องต้น คือ Resume ใบแสดงผลการศึกษา ใบรับรองสถานภาพการศึกษา สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาบัตรประชาชน และรูปถ่ายสำหรับสมัครงาน
  • แต่งกายให้เรียบร้อยด้วยชุดสุภาพ เพราะการแต่งกายดีมีชัยเหนือคู่แข่งไปกว่าครึ่ง ซึ่งชุดที่ควรสวมมาร่วมงานควรเป็นชุดที่สุภาพให้เกียรติบริษัทที่ไปสมัคร ผู้ชายไม่ควรใส่กางเกงขาสั้น รองเท้าแตะ ผู้หญิงไม่ควรสวมกระโปรงหรือกางเกงที่สั้นเกินไป รวมถึงเสื้อต้องไม่รัดรูปจนโชว์เรือนร่าง
  • ค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทที่สนใจและวางแผนจะไปสมัครให้มากขึ้น เพราะการหาข้อมูลล่วงหน้าว่าบริษัทกำลังมุ่งหาอะไร แบบไหน อย่างไรล้วนเป็นผลประโยนช์แก่ตัวเรามากที่สุด
  • หลังจากค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับขั้นตอนในการสรรหาพนักงานของบริษัทที่สนใจจนทราบดีแล้ว ควรเตรียมคำตอบสัมภาษณ์เบื้องต้นให้พร้อม เพราะในการร่วมงาน Job Fair ฝ่ายทรัพยากรบุคคลมีแนวโน้มที่จะสอบถามคำถามเบื้องต้นเกี่ยวกับตัวคุณ เช่น ข้อมูลส่วนตัว ความสามารถที่มี ทักษะที่มั่นใจว่าจะช่วยพัฒนางานขององค์การได้ เหตุผลที่อยากทำงานที่นี่ ซึ่งหลักในการตอบคำถามให้มีคุณภาพ ควรตอบให้กระชับ ได้ใจความ และตรงประเด็น อาจจะยกตัวอย่างประสบการณ์ในอดีตขึ้นมาอ้างอิงสิ่งที่ตอบเพื่อให้ผู้สัมภาษณ์เข้าใจและเห็นภาพที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น

หากผู้ใดกำลังหางาน คลิกที่นี่ http://jobs.nipa.co.th/ ทางนิภา เทคโนโลยี กำลังเปิดรับสมัครพนักงานหลายตำแหน่งด้วยกัน มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับ นิภา เทคโนโลยี

ชีวิตที่ไม่ต้องถือเงินสด ในโลกยุคดิจิตอล

ในโลกอนาคต สังคมของเรา คือ สังคมไร้เงินสด ที่มีกระเป๋าเงินดิจิตอล e-Wallet

โดยที่ในปัจจุบัน คนเราจะถือเงินสด และบัตรเครดิต โดยทั้งสองอย่างนี้ ยังมีข้อเสียอยู่บ้าง เช่น เงินสด อาจจะมีการขโมยเงิน ค่าธรรมเนียมต่างๆ การฟอกเงิน, ส่วนบัตรเครดิตนั้น คนใช้ถือว่ายังไม่เยอะมากเมื่อเทียบกับประชาชนชาวไทย เพราะทัศนคติที่ไม่ดีต่อกับบัตรเครดิต และปัญหาในการออกบัตรใบแรกที่ยุ่งยากทางเอกสาร จากเหตุผลเหล่านี้จึงทำให้เกิด ช่องว่างทางระบบการจ่ายเงิน

เมื่อ e-Wallet เกิดและโตขึ้น เริ่มมีผู้ทดลองใช้มากขึ้น ผู้ใช้สามารถเติมเงินเข้าสู่ระบบ ใช้จ่ายร้านค้า ผ่านทาง True Money, LINE Pay, Airpay แต่ในประเทศไทยก็ยังไม่มีผู้ให้บริการ e-Wallet ที่ครองตลาดอย่างเด็ดขาด แต่ละบริการมีกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกัน มีร้านค้าที่รองรับบริการต่างๆ แตกต่างกันอีกด้วย

airpay

วิธีใช้งานของร้านค้า คือ เมื่อเปิดแอพพลิเคชั่นมาแล้ว สแกน QR Code ของลูกค้า ก็รับเงินได้เลย ไม่ต้องเสียเงินกับเครื่องรูดบัตรเครดิต

สำหรับประเทศไทยอาจจะยังไม่เป็นที่รู้จัก แต่ในประเทศจีน นักท่องเที่ยวต่างใช้งานกันเป็นเรื่องปกติ แล้วนักท่องเที่ยวจีน ที่มาเที่ยวในประเทศไทย ร้านค้าทั้งหลาย พร้อมที่จะปรับตัวแล้วหรือยัง