6 ทริคการจัดการ Mail marketing อย่างมืออาชีพ

6 Tips for Email Marketing Management

6 ทริคการจัดการ Mail marketing อย่างมืออาชีพ

6 Tips for Email Marketing Management

การส่งอีเมล Marketing จะไม่มีความหมายหากจัดการไม่ถูกต้อง หลายองค์กรพบกับปัญหาการส่งอีเมล Marketing แต่ลูกค้าไม่สนใจ ไม่เปิดอ่าน ซึ่งปัญหาที่เกิดนี้นักการตลาดส่วนใหญ่มักมุ่งเป้าไปที่เนื้อหาของคอนเทนต์ภายใน อีเมลแต่เพียงอย่างเดียว จริงอยู่ที่เนื้อหาเป็นส่วนสำคัญ แต่นอกเหนือจากเนื้อหาแล้ว การจัดการก่อนส่งอีเมล ก็เป็นส่วนสำคัญเช่นกัน หากเราจัดการสร้าง อีเมล  ได้อย่างถูกต้องจะช่วยให้ประสิทธิภาพของการทำ Mail marketing เป็นไปอย่างแม่นยำและประสบผลสำเร็จ

1.จัดกลุ่มรายชื่อ อีเมล ของลูกค้า

เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย และง่ายต่อการส่งอีเมล เราควรแบ่งกลุ่มลูกค้าเป็นสัดส่วน ดูข้อมูลของลูกค้าว่าเป็นลูกค้าใหม่หรือลูกค้าเก่า ใช้บริการอะไร หรือกำลังสนใจสินค้าประเภทไหน เพื่อให้เป้าหมายในการจัดส่งมีความชัดเจนและมีเนื้อหาที่เฉพาะเจาะจง ตรงกับความสนใจของลูกค้า

2.ใส่ชื่อของลูกค้าผู้รับอีเมลด้วย

การใส่ชื่อลูกค้าจะทำให้ลูกค้าสัมผัสได้ถึงความใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ น้อย ๆ ของผู้ส่งอีเมล ว่าเนื้อหาเหล่านั้นถูกส่งมาเพื่อเขาโดยเฉพาะ

3.ภาพประกอบ

ภาพภายใน Mail marketing ที่เราส่งไปยังลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญมากเลยทีเดียว เพราะผลสำรวจกว่า 94% Mail marketing ที่ใส่รูปภาพ จะได้รับความสนใจจากลูกค้ามากกว่า อีเมล ที่มีเพียงแค่เนื้อหาอย่างเดียว แต่รูปภาพที่ใส่ลงไปก็ควรที่จะตอบโจทย์ผู้รับ และไม่มีข้อความบนภาพเยอะเกินไปแต่สามารถสื่อสารได้ชัดเจน

4.สร้าง Call to Action

เพื่อให้ลูกค้ามีรีแอคชั่นตอบกลับ Mail marketing ที่ส่ง เราควรใส่ลิงค์ที่เชื่อมต่อไปยังเว็บไซต์ของเรา ให้ลูกค้าสามารถรับชมสินค้าและบริการ อ่านข้อมูลของแบรนด์หรือ จะแนบเป็นลิงค์แบบสอบถามต่างๆ ก็ทำได้เช่นกัน เป็นการเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้แสดงความคิดเห็นต่อแบรนด์ และนำไปปรับใช้ต่อไปในอนาคต

5.รองรับกับแพลตฟอร์มสมาร์ทโฟน

เทคโนโลยีที่ก้าวหน้า สมาร์ทโฟนเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของทุกคน ต้องทำให้ผู้รับสามารถเปิดอ่าน อีเมล บนมือถือได้ตลอด เพราะฉะนั้นเราควรที่จะออกแบบการส่งอีเมล Marketing ให้รองรับกับแพลตฟอร์มสมาร์ทโฟนเพื่อการเปิดใช้งานได้ทุกเวลาโดยไม่มีข้อจำกัด

6.ทดสอบการส่งอีเมล Marketing

เราควรที่จะทดสอบ Mail marketing ด้วยการทดลองส่งอีเมล ไปยังลูกค้า 2 กลุ่มด้วยกัน (A/B Testing) โดยเปลี่ยนเนื้อหาส่วนต่าง ๆ ภายใน อีเมล ให้มีความแตกต่างกัน เพื่อเป็นแนวทางวิเคราะห์การส่งอีเมล ให้มีประสิทธิผลต่อไปในอนาคต ว่าควรจะสร้างในรูปแบบไหน และลูกค้าสนใจเนื้อหาอะไร

ลองนำ 6 ทริคนี้ไปประกอบการเขียน Mail marketing เพื่อให้อีเมลมีองค์ประกอบที่ชัดเจน ง่ายต่อการทำความเข้าใจเนื้อหาและเข้าถึงลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพิ่มโอกาสในการสร้างฐานลูกค้าอย่างมั่นคงรวมไปถึงเกิดการซื้อขายสร้างรายได้ให้กับองค์กร

รู้จัก Line my shop ตลาดใน LINE OA ซื้อขายง่ายในแอปฯ เดียว

LINE My Shop

รู้จัก Line my shop ตลาดใน LINE OA ซื้อขายง่ายในแอปฯ เดียว  

  LINE My Shop

ยุคนี้หากพูดถึง LINE OA เชื่อได้เลยว่าพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์หลายๆ เจ้าต้องรู้จักกันเป็นอย่างดี เนื่องจากถือเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่สำคัญ เพราะสามารถช่วยเก็บฐานลูกค้าได้ ซึ่งโดยปกติแล้วเรามักจะทำการซื้อขายกันด้วยการแชทและจบลงในนั้น แต่ในบางครั้งก็อาจมีคำสั่งซื้อเข้ามาเยอะจนอาจทำให้เกิดการสับสนและตกหล่น ในขณะเดียวกันทางด้านลูกค้า เมื่อพูดคุยกันในแชทเสร็จแล้วก็จะต้องออกไปโอนเงินใน Mobile Banking App แล้วส่งสลิปการโอนกลับเข้ามาใน LINE อีก ทำให้ดูยุ่งยาก และลูกค้าอาจเปลี่ยนใจได้ง่ายๆ  

  

สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นถือเป็น Pain Point ของพ่อค้าแม่ค้าที่ทำการตลาดในไลน์เลยก็ว่าได้ ซึ่งปัญหาเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป ถ้าใช้ LINE My Shop ตัวช่วยที่ทำให้ทั้งพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์และลูกค้าสะดวกมากยิ่งขึ้น เพราะสามารถทำการซื้อขายได้ตั้งแต่เลือกซื้อ จ่ายเงิน ติดตามสถานะ ไปจนถึงลูกค้าได้รับของ โดยผ่าน LINE OA เพียงแอปฯ เดียว ไม่ต้องเข้าแอปฯ นู้น ออกแอปฯ นี้ให้ยุ่งยาก ซึ่งถ้าถามว่า LINE My Shop มีฟีเจอร์เด่นๆ อะไรบ้าง วันนี้เราจะพาทุกคนไปดูกัน  

  

Chat Commerce

ฟีเจอร์พิเศษที่เพิ่มเข้ามาในระบบแชท ให้คุณสามารถสร้างออเดอร์ใบสั่งซื้อส่งให้ลูกค้าในระหว่างแชทได้เลยโดยไม่ต้องออกไปใช้โปรแกรมอื่น  

  

Order Notification  

ฟีเจอร์สำหรับจัดการสถานะออเดอร์โดยตรง โดยระบบจะส่ง Notification เกี่ยวกับสถานะการสั่งซื้อให้ลูกค้าทาง LINE โดยอัตโนมัติ เช่น รับออเดอร์แล้ว ได้รับการชำระเงินแล้ว รวมถึงส่งเลขพัสดุสินค้าให้ด้วย  

  

Product & Inventory

ระบบจัดการแคตตาล็อกและสต็อกสินค้าแบบเรียลไทม์ โดยผู้ขายสามารถเข้าไปกำหนดจำนวนสินค้าที่ขายได้ด้วยตนเอง ซึ่งลูกค้าจะสามารเห็นส่วนนี้ได้จากหน้า Page ของ LINE My Shop นั่นเอง  

  

Delivery

ฟีเจอร์นี้ทำให้ผู้ขายสามารถปริ้นข้อมูลการสั่งซื้อ รวมถึงที่อยู่จัดส่งเพื่อติดบนพัสดุได้โดยไม่ผิดพลาด  

  

Report & Dashboard    

ระบบรายงานของ LINE My Shop ที่เตรียมไว้ให้อย่างครบครันช่วยให้พ่อค้าแม่ค้าทำงานต่างๆ ได้อย่างสะดวกขึ้น โดยมีข้อมูลสำหรับวิเคราะห์ วางแผนการขาย ไม่ต้องบันทึกเองให้เสียเวลา  

  

จะเห็นได้ว่า LINE My Shop มีฟีเจอร์เด็ดๆ มากมายให้พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ได้ใช้กัน ซึ่งที่เรากล่าวมาทั้งหมดนี้สามารถทำได้ในแอปฯ เดียว ไม่ต้องเสียเวลาไปเข้าออกหลายๆ แอปฯ ให้เครื่องค้าง สำหรับใครที่สนใจก็สามารถสมัครใช้งานได้ฟรี เพียงเข้าไปทีเว็บ linemyshop.com แล้วใช้งานได้ทันที แต่ต้องมี LINE OA เป็นของตัวเองก่อน เพียงเท่านี้ก็บริหารจัดการร้านของคุณได้ง่ายๆ แค่ในแอปฯ เดียวแล้ว  

เลือก Keyword ในการทำ Google AdsWord อย่างไรเรามีคำตอบ

SEM Keyword

เลือก Keyword ในการทำ Google AdsWord อย่างไร เรามีคำตอบ! 

SEM Keyword

โฆษณาออนไลน์ผ่าน Google AdsWord เป็นที่นิยมอย่างมากในวงการนักโฆษณา ซึ่งมีกระบวนการสร้างโฆษณาจากการค้นหาบน Google โดยการเลือกคำ หรือประโยคเป็น Keyword เพื่อค้นหาข้อมูล ซึ่งในส่วนตรงนี้ Google คิดค่าใช้จ่ายโฆษณาจากจำนวนการคลิ๊กเข้าชมเป็นครั้งๆไป (Pay Per Click) ดังนั้นค่าโฆษณา Google AdsWordที่เราจะต้องจ่ายจะมากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่ความนิยมของ Keywords ที่เราเลือกใช้นั่นเอง

 

และเพื่อการยิง Ads ให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี วันนี้เราจะมาดูวิธีการเลือก Keyword ที่เป็นปัจจัยสำคัญของการทำโฆษณาออนไลน์ผ่าน Google AdsWord กัน จะมีวิธีเลือก Keyword มาใช้อย่างไรบ้างไปดูกันเลย

 

เลือก keyword ที่คาดว่าจะได้ CTR

 

การทำโฆษณา Google AdsWord จะช่วยส่งเว็บไซต์ของเราให้อยู่อันดับต้นๆของการค้นหา แต่บางครั้ง CTR ของเราไม่ได้สูงมากนัก เพราะว่าผู้ค้นหาไม่ได้มองเนื้อหาของโฆษณาจะมีความพิเศษอะไรไปกว่าเนื้อหาที่สามารถค้นหาได้ตามปกติ จึงเกิดการมองข้าม เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นบทความธรรมดาหรือโฆษณา ต้องเลือก keyword ที่คาดว่ามี CTR สูงๆ เพื่อให้เว็บไซต์ของเราสามารถที่จะค้นหาเจอในอันดับต้นๆ

**CTR คือ (จำนวนคลิ๊กของผู้ชมที่โฆษณาได้รับ หารด้วยจำนวนครั้งที่โฆษณาปรากฎ)**

 

เลือก Keyword ที่ไม่เกิดการแข่งขันใน Account

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าการเลือกใช้ Keyword บนโฆษณา Google AdsWord เป็นสิ่งสำคัญมาก เราไม่ควรเลือก Keyword ที่ซ้ำกันในหนึ่ง Account เพราะจะทำให้เกิดการแข่งขันกับตัวเอง ซึ่งเป็นผลเสียต่อการค้นหาข้อมูล เนื่องจากกระบวนการทำงานของ Google AdsWord จะทำการเลือก Keyword ที่ดีที่สุด  ใน Ad Rank มาแสดงเป็นโฆษณาเพียงอันเดียวต่อหนึ่งเว็บไซต์เท่านั้น นอกจากนี้ยังส่งผลให้ ค่าโฆษณาสูงมากขึ้นด้วย ดังนั้นเราควรที่จะระมัดระวังการใช้ Keyword เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในภายหลัง

 

เลือก keyword ที่ทำให้เกิด conversation

ก่อนจะเลือก Keyword มาใช้ สิ่งสำคัญที่สุดคือเราต้องทำการค้นหา Keyword ที่สอดคล้องกับเว็บไซต์ หรือเนื้อหาของเราก่อน ซึ่งวิธีการเลือก Keyword เราต้องใช้เครื่องมือช่วยอย่าง Google Keyword Planner หรือโปรแกรมอื่นๆที่มีความถนัดก็ได้ และพอได้ Keyword ที่ค้นหามาเรียบร้อยแล้ว เราจำเป็นที่จะต้องคัดเลือก Keyword ที่มีโอกาสจะทำให้เกิด Traffic มากที่สุดมาใช้เพื่อตัวเลขที่ดีในการเข้าชมและการใช้งานเว็บไซต์ของเรา

 

เลือก Keyword ที่สอดคล้องกับหน้า Landing Page

เราต้องเลือก Keyword ให้มีความสอดคล้องกับหน้า Landing page ที่ผู้เข้าชมจะเปิดมาเจอในหน้าแรก ซึ่งเป็นสิ่งพื้นฐานในการทำโฆษณา Google AdsWordอยู่แล้ว ยิ่งเราสามารถจัด Keyword ให้ตรงกับเนื้อหาโฆษณาหน้า Landing Page ได้มากเท่าไหร่ ประสิทธิภาพในการโฆษณาก็จะมากยิ่งขึ้น รวมถึงค่าใช้จ่ายในการคลิ๊กโฆษณาก็ถูกลงอีกด้วย

 

ลองนำเทคนิคเหล่านี้ไปปรับใช้กับการลงโฆษณา Google AdsWord ของตัวเอง เพื่อให้คนสามารถหาโฆษณาของเราเจอจากการค้นหา Keyword ได้ง่ายๆ เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพที่ดีในการทำโฆษณามากยิ่งขึ้น แถมประหยัดงบค่าโฆษณาไปในตัวอีกด้วย

ฟีเจอร์ “Explore” ของเล่นใหม่บน LINE Timeline

ฟีเจอร์ “Explore” ของเล่นใหม่บน LINE Timeline

ฟีเจอร์ “Explore” ของเล่นใหม่บน LINE Timeline

ปัจจุบันนี้ หากพูดถึงแอปพลิเคชันแช็ตยอดฮิตที่หลายคนนิยมใช้กันเป็นจำนวนมากทั่วโลก ก็คงจะหนีไม่พ้น LINE ที่เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2554 มาจนถึงวันนี้ ก็เกือบ 10 ปีแล้ว ซึ่งนับว่า LINE เป็นแอปพลิเคชันที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เนื่องจากกลายเป็นแอปพลิเคชันในชีวิตประจำวันไปแล้วก็ว่าได้ โดยในปัจจุบัน LINE มีบริการต่างๆ ที่เกิดขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้งานมากมาย ซึ่งมีขั้นต่ำในปัจจุบันไม่น้อยกว่า 15-20 บริการ

หนึ่งในบริการของ LINE ที่หลายๆ คนคงจะรู้จักกันดีก็คือ LINE Timeline บริการหนึ่งที่ผู้ใช้งาน LINE หลายๆ คนต้องรู้จัก เนื่องจาก LINE Timeline เป็นบริการที่ทำให้แพลตฟอร์ม  LINE มีความเป็นโซเชียลมีเดียมากขึ้น โดยยังอยู่บนพื้นฐานของความเป็น “ความเป็นส่วนตัว” และ “ความใกล้ชิด” อยู่ ซึ่งก็คือการที่ผู้ใช้งาน LINE สามารถโพสต์สิ่งต่างๆ ลงบน LINE Timeline ได้ แต่จะมีแค่คนที่เป็นเพื่อนเท่านั้นที่จะสามารถเห็นสิ่งที่โพสต์หรือshareลงไปได้ ซึ่งมีความแตกต่างจากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอื่นๆ ที่จะสามารถเปิดเป็นPublic และกดติดตาม ได้

อย่างไรก็ตาม LINE ก็ได้ปรับเปลี่ยน LINE Timeline ครั้งใหม่ขึ้น เพื่อให้เหมาะสมกับการเป็นแพลตฟอร์มที่เป็นPublicมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาจุดแข็งด้าน Privacyอยู่ โดยที่ผู้ใช้งานสามารถเลือกSettingได้ด้วยตนเอง นอกจากนี้Content Creatorยังได้รับประโยชน์กับการเปลี่ยนแปลง LINE Timeline ครั้งนี้ด้วยการมีโอกาสเป็น Influencer ได้นั่นเอง

จากที่กล่าวมาข้างต้น จึงทำให้เป็นที่มาของฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดของ LINE Timeline นั่นก็คือ Feature ที่มีชื่อว่า “Explore” ฟีเจอร์ที่ช่วยให้ผู้ใช้งาน LINE สามารถค้นหาคอนเทนต์ที่ตรงใจ ตอบโจทย์กับLifestyleมากที่สุด โดยต่อจากนี้คอนเทนต์ที่จะปรากฎบน Timeline ของผู้ใช้งาน จะมีทั้งคอนเทนต์ของผู้ใช้งานด้วยกันเอง ที่ตั้งค่าเป็นสาธารณะเพื่อให้คนอื่นเห็นโพสต์ด้วยได้, คอนเทนต์จาก Local Creator ที่ร่วมสร้างสรรค์ขึ้นกับ LINE รวมไปถึงคอนเทนต์โฆษณา นอกจากนั้น LINE เองยังได้นำ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์การใช้งานของผู้ใช้งานแต่ละคน เพื่อให้คอนเทนต์ที่แสดงขึ้นมาใน Explore แสดงตามความสนใจของผู้ใช้งานได้มากขึ้น โดยสิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งก็คือ เราสามารถกด Follow Content Creator ที่สนใจได้ ซึ่งนี่ถือเป็นการสร้าง Influencer เลยก็ว่าได้

จะเห็นได้ว่าฟีเจอร์ Explore ของ LINE Timeline นอกจากจะช่วยให้ผู้สร้างสรรค์ผลงานสามารถผันตัวเองมาเป็น Influencer ได้แล้ว ในแง่ของผู้ประกอบการเองก็สามารถใช้ช่องทางนี้ในการโฆษณาทางไลน์ได้เช่นกัน โดยอาจจะโฆษณาผ่านทางแบรนด์เอง หรือจะผ่านผู้สร้างสรรค์ผลงานที่เปรียบเสมือนคนดังด้วยก็ได้เช่นกัน เรียกได้ว่าฟีเจอร์ Explore มีประโยชน์ในหลากหลายด้านทั้งผู้ใช้งานและผู้ประกอบการที่อยากลงโฆษณาในไลน์เอง ซึ่งถือว่าเป็นของเล่นใหม่ของ LINE Timeline ที่มีประโยชน์มากเลยทีเดียว

4 วิธีง่ายๆ สร้างโฆษณา เพิ่มเพื่อน ผ่าน Line Official Account (Line oa)

4 วิธีง่ายๆ สร้างโฆษณา เพิ่มเพื่อน ผ่าน Line Official Account (Line oa)

 

ด้วยยุคสมัยบัดนี้ที่เราสามารถติดต่อสื่อสารกันได้ง่ายเพียงแค่เรามีสมาร์ตโฟน เลยทำให้application แพร่หลายอย่าง ไลน์ ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเราไปแล้ว
เพราะจากสถิติ Line Thailand ชี้ว่า คนไทยใช้เวลากับ line เฉลี่ยต่อวัน นานถึง 63 นาทีเลยทีเดียว เชื่อว่าผู้ประกอบธุรกิจร้านค้าคงเห็นข้อสังเกตตรงนี้ ในเมื่อมีผู้ใช้งานไลน์ เฉลี่ยต่อวันนานขนาดนี้! แล้วถ้าเราลงประกาศสินค้าและบริการผ่าน Line Official Account (Line oa) หละ แบรนด์คงเป็นที่รู้จัก และมีผู้เข้าถึงได้เป็นจำนวนมากเลยทีเดียว

 

มาทำความรู้จักกับโฆษณา Gain Friend กัน

โฆษณา Gain Friend คือฟีเจอร์ใหม่ของ Line Official Account (Line oa) ที่มีจุดประสงค์ในการอำนวยความสะดวกสบายให้ผู้ประกอบร้านค้าที่ต้องการลงโฆษณาLine สามารถซื้อโฆษณา Line ที่มีฐานลูกค้า เพื่อเพิ่มจำนวนผู้ติดตามบัญชี Line Official Account (Line oa) ของแบรนด์ได้
ข้อกำหนดในการซื้อโฆษณา เพิ่มเพื่อน บน Line Official Account (Line oa)
การที่จะสามารถซื้อโฆษณา เพิ่มเพื่อน ได้ บัญชี Line Official Account (Line oa) ของคุณต้องได้รับรอง Verified Account หรือได้โล่น้ำเงิน

4 ลำดับวิธีสร้างโฆษณา Gain Friend

1.ล็อกอิน Line Business Account หลังจากนั้นกดปุ่ม “โฆษณาเพิ่มเพื่อน” และ “สร้างใหม่”

2.กำหนดกลุ่มเป้าหมาย 4 อย่าง คือ เพศ อายุ ที่อยู่ ความสนใจ

3.กำหนดงบประมาณในการโฆษณาline คือ

-งบประมาณรวม: จำนวนเงินที่ต้องการใช้กับโฆษณา
-ราคาเสนอ: ราคาสูงสุดที่เราพร้อมจ่ายเพื่อเพิ่มเพื่อน 1 คนบนaccount Line Official Account (Line oa) ผ่าน โฆษณา เพิ่มเพื่อน

4.ระบุบทความ โฆษณาไลน์

-ชื่อโฆษณาไลน์ : ควรที่จะตั้งชื่อโฆษณาให้มีความน่าสนใจดึงดูดลูกค้า
-คำอธิบาย : เขียนอธิบายให้กลุ่มเป้าหมายของเรารู้จักบัญชีทางการมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงการแจ้งสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับเมื่อเพิ่มเพื่อนกับaccountของเรา
-รูปภาพ : ควรเลือกรูปที่แสดงถึงเอกลักษณ์ จุดเด่นสินค้าและบริการของแบรนด์ อาจจะใส่ข้อความเพื่อเป็นการอธิบายเล็กน้อย โดยมีอัตราส่วนดังนี้
-สี่เหลี่ยมจัตุรัส 1080*1080
-สี่เหลี่ยมผืนผ้า 1200*628

รู้จักกับโฆษณา เพิ่มเพื่อน ผ่าน Line Official Account (Line oa) แล้ว ก็ลองเข้าไปใช้บริการฟีเจอร์น้องใหม่กันดูนะครับ เพื่อที่จะสร้างรากฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ให้มีจำนวนเพิ่มมากยิ่งขึ้น ช่วยทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆอีกด้วย

ทำไมต้องใช้ Cloud Computing

Cloud Computing

ทำไมต้องใช้ Cloud Computing

Cloud Computing
Cloud Computing หรือระบบการประมวลผลและหน่วยจัดเก็บข้อมูลรูปแบบออนไลน์ที่ช่วยลดความยุ่งยากในการติดตั้ง ดูแลระบบ และลดต้นทุนในการสร้างระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ โดยมีบริการทั้งรูปแบบเครือข่ายส่วนตัว (Private Cloud), เครือข่ายสาธารณะ (Public Cloud) และใช้งานเครือข่ายแบบผสมผสาน (Hybrid Cloud)

เข้าใจง่ายๆ Cloud Computing คือการใช้งานระบบคอมพิวเตอร์ หรือซอฟต์แวร์แบบออนไลน์จากผู้ให้บริการที่แตกต่างกัน ซึ่งสามารถใช้งานได้อย่างสะดวกผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต รวมถึงสามารถกำหนดทรัพยากรของคอมพิวเตอร์ได้อย่างอิสระตามความต้องการ และเซฟต้นทุนด้วยระบบคิดค่าบริการตามการใช้งานจริงนั่นเอง

 

ประเภทของ Cloud Computing

1. Public Cloud เป็นระบบคลาวด์ที่ผู้ใช้งานทั่วไปสามารถเข้ามาใช้งานทรัพยากรในการสร้างเครือข่าย หรือระบบคอมพิวเตอร์ โดยสามารถใช้งานได้ทั้ง ฮาร์ดแวร์ และ Software ซึ่งรูปแบบบริการก็จะมีความแตกต่างกันออกไปของแต่ละผู้ให้บริการคลาวด์ ทั้งนี้จะมีการคิดค่าบริการแบบตามการใช้งานจริงเป็นรายชั่วโมง

2. Private Cloud เป็นระบบคลาวด์แบบปิดที่มีเฉพาะคนในองค์กรสามารถเข้าถึงทรัพยากรได้ โดยที่ระบบข้อมูลและ Software จะการจัดเก็บและป้องกันที่ปลอดภัยบน Data Center ของผู้ให้บริการ ซึ่งองค์กรสามารถใช้งานหรือปรับเปลี่ยนระบบได้อย่างอิสระ

3. Hybrid Cloud เป็นระบบคลาวด์แบบผสมผสานทั้ง Public Cloud และ Private Cloud ซึ่งดึงข้อดีของทั้งสองระบบออกมาใช้งาน เพื่อให้องค์กรสามารถทำงานบนระบบ Cloud Computing ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เช่น ใช้งาน Private Cloud ในการรัน Software และเก็บข้อมูลภายในองค์กร แต่ใช้ Public Cloud ในการรัน เว็บไซต์ รวมถึงรองรับการทำงานช่วงที่มี Workload สูง

 

รูปแบบการใช้งาน Cloud Computing

1. SaaS (Software-as-a-Service) เป็นการใช้งานคลาวด์ในรูปแบบของ Software โดยผู้ใช้งานสามารถสร้างและใช้ Software ตัวนั้นได้ผ่าน Internet ซึ่งไม่จำเป็นต้องติดตั้งบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ส่วนตัว

2. IaaS (Infrastructure-as-a-Service) เป็นการใช้งานคลาวด์ในรูปแบบของระบบโครงสร้างพื้นฐาน เช่น หน่วยการประมวลผล (Processing Unit), เครือข่ายข้อมูล (Network), ระบบเก็บข้อมูล (Storage) หรือระบบปฏิบัติการ (OS) โดยผู้ใช้งานสามารถใช้งานทรัพยากรของคลาวด์ในการสร้างระบบคอมพิวเตอร์หรือเครือข่ายแบบเสมือน (Virtualization) ของตัวเองขึ้นมา ซึ่งไม่จำเป็นต้องซื้อหรือติดตั้ง Hardware ปริมาณมากเป็นของตัวเอง

3. PaaS (Platform-as-a-Service) เป็นการใช้งานคลาวด์ในรูปแบบของแพลตฟอร์ม โดยผู้ใช้งานสามารถใช้งาน Hardware และ Software ได้อย่างอิสระ ไม่ยุ่งยาก สามารถใช้งานได้ทันที

4. DRaaS (Disaster Recovery-as-a-Service) เป็นการใช้งานคลาวด์ในรูปแบบของการกู้คืนข้อมูลเมื่อเกิดภัยพิบัติ โดยเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด เช่น ภัยธรรมชาติ, เหตุการณ์ทางการเมือง หรือ เหตุขัดข้องที่ทำให้ Data Center ไม่สามารถทำงานได้ ระบบก็จะมีการโอนย้ายการทำงานไปยังระบบการทำงานสำรองแบบอัตโนมัติ ทำให้ระบบเครือข่ายขององค์กรสามารถทำงานได้ต่อเนื่อง

เหตุผลที่องค์กรควรติดตั้ง DR หรือ Site สำรอง เนื่องจากมีการระบุไว้ตามกฎหมายว่าบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ต้องมี Site สำรอง รวมถึงมีมาตรฐานเพื่อความปลอดภัยต่อข้อมูลขององค์กรและผู้ใช้งาน แต่การลงทุนทำ Site สำรองหรือ DRaaS นั้น มีค่าใช้จ่ายจำนวนมาก การใช้งานคลาวด์จึงสามารถตอบโจทย์การใช้งานที่มีราคาถูกกว่าได้ รวมถึงสามารถใช้งานบริการอื่นๆ จากคลาวด์ได้ เช่น Data Base-as-a-Service (DBaaS), Mobile Back-End-as-a-Service (MBaaS), Functions-as-a-Service (FaaS)

 

ความปลอดภัยของการใช้งาน Cloud Computing

อย่างที่กล่าวมาในข้างต้นแล้วว่าข้อดีของการใช้งาน Cloud Computing คือสามารถใช้งานได้อย่างสะดวก ค่าใช้จ่ายต่ำ แต่อีกหนึ่งเรื่องที่ผู้คนมักตั้งคำถามเป็นเรื่องของ ความปลอดภัยของข้อมูล

แน่นอนว่าการเก็บข้อมูลไว้บน Cloud Computing นั้นมีความรวดเร็ว สะดวก ซึ่งก็มีการดูแลเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลแก่ผู้ใช้งานอีกด้วย แม้กระทั่งในตัวของ Public Cloud ที่เป็นคลาวด์สาธารณะ แต่ก็มีระบบรักษาความปลอดภัย อย่างเช่น Keypair, VPC หรือระบบการตั้งค่า Network นอกจากนี้หากผู้ใช้งานเป็นระดับองค์กรก็สามารถใช้งาน Private Cloud ที่มีความปลอดภัยสูง เนื่องจากองค์กรสามารถจัดการทรัพยากรทั้งหมดได้ด้วยตัวเอง หากต้องการใช้งานที่คล่องตัวที่สุดก็คือ Hybrid Cloud ที่รวมเอาข้อดีของการใช้งานทั้ง Public Cloud และ Private Cloud รวมกัน

 

ใช้งาน Cloud Computing คุ้มกว่าอย่างไร

1.Cost Savings
ควบคุมทรัพยากรเองได้ โดยคิดค่าบริการแบบ Pay-as-you-use ใช้เท่าไหร่จ่ายเท่านั้น เมื่อเปรียบเทียบกับการทำงานแบบ On-prem ต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมากในการติดตั้ง Hardware และดูแลระบบ รวมถึงการจ้างเจ้าหน้าที่ในการดูแลอีกด้วย

2.Security
มีความปลอดภัยสูง เนื่องจากผู้ให้บริการในปัจจุบันมีการยกระดับมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล รวมถึงบริการการดูแลอื่นๆ เช่น มีเจ้าหน้าที่บริการตลอด 24 ชั่วโมง, มี Data Center ที่ได้รับการรับรองและมีมาตรฐาน ISO/IEC เป็นต้น

3.Flexibility
สามารถเลือกใช้ทรัพยากรได้หลากหลายตามความต้องการ เช่น หน่วยการประมวลผล (Processing Unit), เครือข่ายข้อมูล (Network), ระบบเก็บข้อมูล (Storage) หรือระบบปฏิบัติการ (OS) เป็นต้น

4.Mobility
เข้าถึงง่าย เชื่อมต่อได้ตลอดเวลาเพียงแค่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้

5. Reduce Complexity
ลดความซับซ้อนของระบบ IT การดูแลระบบ Infrastructure ขององค์กร เช่น ระบบไฟฟ้า, การเชื่อมต่ออุปกรณ์, การบำรุงรักษา เป็นต้น แต่ผู้ใช้งานสามารถใช้งานทรัพยากรทั้ง Hardware และ Software บนคลาวด์ได้ทันที

6. Automatic Software Updates
การทำงานบนคลาวด์จะมีการอัปเดตทั้ง Hardware และ Software ตลอดเวลา

7. Sustainability
ระบบเครือข่ายและข้อมูลของผู้ใช้งานทั้งหมดถูกจัดเก็บอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ระบบของผู้ใช้ที่สร้างขึ้นบนคลาวด์ไม่มีวันหมดอายุ จนกว่าจะไม่มีการใช้งาน ซึ่งมีความยั่งยืนที่มากกว่าระบบแบบ On-Prem

สำหรับบริการ Cloud Computing รูปแบบต่างๆ Nipa.Cloud เราสามารถให้บริการได้ทั้ง Public Cloud และ Private Cloud สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ สามารถใช้งานได้ง่ายและได้รับประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยซอฟต์แวร์ NCP ที่มีระบบ Billing แบบ Pay-As-You-Go พร้อม Data Center ของเราเองที่ได้รับมาตรฐาน ISO/IEC 27001:2013, ISO/IEC 29110 และรางวัลระดับสากล PM Export Award 2019, 2019 BEST INTELLECTUAL PROPERTY AWARD รวมถึงการได้รับสิทธิบัตรยกเว้นภาษีเป็นเวลาถึง 8 ปี จาก BOI

เคล็ดลับสร้าง Email Marketing ให้น่าสนใจไม่เกิดการมองข้าม!

Email Marketing

เคล็ดลับสร้าง Email Marketing ให้น่าสนใจ ไม่เกิดการมองข้าม!

Email Marketing

การทำ Marketing ผ่านอีเมล เป็นช่องทางที่คนส่วนใหญ่มักมองข้าม เนื่องจากปัจจุบันการพัฒนาของเทคโนโลยีทำให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกในการส่งข่าวสารเกิดขึ้นมากมาย และรวดเร็วกว่าอีเมล แต่ถึงอย่างไรการทำ Marketing ที่ดีไม่ได้ชี้วัดกันที่ความสะดวกรวดเร็วเท่านั้นแต่ต้องสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้บริโภคและธุรกิจด้วย ซึ่งจุดนี้ อีเมล มาร์เกตติ้ง เป็นเครื่องที่สามารถตอบโจทย์ได้ดีเลยทีเดียว 

 

Email Marketing คือ รูปแบบการตลาดออนไลน์ที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายด้วย Email โดยเนื้อหาของอีเมล จะมาในรูปแบบของข่าวสาร ข้อมูล การนำเสนอสินค้าและบริการ โปรโมชั่นต่างๆ เป็นต้น แต่การจะทำ Email Marketing ขึ้นมาสักอัน สิ่งสำคัญเลยคือ เราต้องให้ความสำคัญต่อผู้บริโภคเป็นอย่างมาก ต้องเข้าใจถึงข้อมูลข่าวสารแบบไหน มาในรูปแบบอย่างไรถึงจะเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค พอเมื่อเปิดอ่านแล้ว Email ของคุณจะไม่ถูกมองข้าม กดแสปม หรือโดนย้ายเข้าไปอยู่ในถังขยะ วันนี้เราจะมาดูกันว่ามีเคล็ดลับอะไรบ้าง ที่จะช่วยสร้าง Email Marketing  ให้น่าสนใจและไม่ถูกมองข้าม

 

เขียนชื่อหัวข้ออีเมล ให้มีความดึงดูดน่าสนใจ แต่สร้างสรรค์

หัวข้ออีเมล จะเป็นสิ่งแรกที่ผู้ใช้งานจะเห็นเมื่อเปิดเข้ามาเช็ค Email ซึ่งถ้าชื่อหัวข้ออีเมล ไม่ได้มีความน่าสนใจหรือไม่ได้มีสิ่งเกี่ยวข้องใดๆกับผู้รับโดยตรง Email ของคุณก็อาจถูกมองข้ามได้

 

ใส่ Logo ไว้ที่หัว Email ด้วย!

Logo เป็นหน้าตาของแบรนด์ที่สร้างความน่าเชื่อถือ ความเชื่อมั่นให้กับ อีเมล มาร์เกตติ้ง ของคุณ เพราะผู้บริโภคส่วนมากสามารถจดจำจากการมองเห็น Logo ได้ดีกว่าการสะกดชื่อ Brand เพราะฉะนั้นเพื่อให้ลูกค้าสามารถมองเห็นคุณได้ชัดเจนควรใส่โลโก้ไว้ที่หัวอีเมลด้วย

 

ชื่อผู้ส่งอีเมลเป็นทางการดูมีความน่าเชื่อถือ

ด้วยปัจจุบันเทคโนโลยีถูกใช้ไปในด้านลบ ส่งผลให้ผู้ใช้งาน Email สมัยนี้ กลัวการถูกล้วงข้อมูล ปล่อยไวรัสต่างๆ เพราะฉะนั้นการตั้งชื่อ Email Marketing จะต้องดูเป็นทางการและมีความน่าเชื่อถือ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้รับ Email ว่าผู้ส่งนั้นมีตัวตนจริงๆ ไม่ใช่ Robot ก็จะทำให้กล้าเปิดเข้ามาอ่าน

 

Content Email สั้นกระชับอ่านง่าย ได้ใจความ

ควรที่จะสร้าง Content Email Marketing ให้อ่านง่าย ไม่ยุ่งยาก จัดวางข้อมูลข่าวสารโปรโมชั่นต่างๆ ให้สั้น กระชับ ได้ใจความ บอกให้ผู้รับเห็นถึงเหตุผลชัดเจนว่าทำไมจะต้องใช้สินค้าบริการของคุณ

 

สร้าง ปุ่มกระตุ้น ภายในคอนเทนต์อีเมล

เราไม่ได้เพียงต้องการแค่ให้ผู้รับเปิดอ่านเพียงเท่านั้นแต่เราต้องการเปลี่ยนผู้รับให้มาเป็นลูกค้าของเราเพราะฉะนั้น เราจำเป็นที่จะต้องสร้าง ปุ่มกระตุ้น ให้อยู่ในส่วนหนึ่งของ Email เช่น Register ฟรีรับปากกา 4 ด้าม เป็นต้น เป็นการสร้างปฏิสัมพันธ์ให้ผู้รับกลายมาเป็นลูกค้าของเราในอนาคต

 

ใส่ช่องทางการติดต่อกลับ

เป็นสิ่งที่สำคัญมากที่ห้ามลืมโดยเด็ดขาดเพราะถ้าลูกค้าสนใจในสินค้าและบริการของเรา ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม จะได้สามารถติดต่อกลับมายังเราได้ ดังนั้นเราควรที่จะใส่ช่องทางการติดต่อให้ครบถ้วน รวมไปถึงช่องโซเชียลมีเดียต่างๆด้วย

 

ลองนำเกร็ดเล็กๆน้อยๆเหล่านี้มาปรับแก้ใช้กันดูกับ อีเมล มาร์เกตติ้ง ของคุณที่บางทีอาจมองข้ามบางจุดไป เพื่อ Email Marketing ที่มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นเมื่อผู้รับเห็นก็จะไม่เกิดการมองข้ามอีกต่อไป