WannaCry ไวรัสเรียกค่าไถ่แลกรหัสเข้าข้อมูล ระบาดทั่วโลก

เรียกได้ว่าเป็นข่าวใหญ่ของวงการไอทีเลยก็ว่าได้ เมื่อ WCry Ransomware (หรือ WannaCry, WannaCrypt0r, WannaCrypt, Wana Decrypt0r, Wanna Cry) ไวรัสมัลแวร์ที่จะทำการเข้าถึงข้อมูลของเครื่องคอมพิวเตอร์ และล็อครหัสไว้ หากต้องการกู้ข้อมูลคืนต้องจ่ายเงินเป็นค่าไถ่จำนวน 300 เหรียญสหรัฐ (หรือประมาณ 10,000 – 20,000 บาท) ผ่านทาง Bitcoin โดยหากโดนไวรัสตัวนี้แล้ว คอมพิวเตอร์จะขึ้นหน้าที่บอกว่าไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลภายในเครื่อง และมีการนับถอยหลังเวลาไว้ชัดเจน หากเกิน 3 วัน ค่าไถ่จะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า และหากเกิน 7 วัน ไฟล์เหล่านั้นจะถูกลบ

wannacry

 

ไวรัส WannaCry ตัวนี้เกิดจากการที่เครื่องมือของ NSA (สำนักงานความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ) ถูกแฮ็ก และทำการอาศัยช่องโหว่ของระบบวินโดว์ของไมโครซอฟต์  ที่มีชื่อเรียกว่า ETERNALBLUE โดยคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ที่โดนไวรัสตัวนี้ ปัจจัยแรกคือมาจากการที่ไม่ได้อัพเดตระบบปฏิบัติการของระบบวินโดว์ รวมไปถึงการเปิดไฟล์แนบในอีเมล์บางอีเมล์ที่ไม่น่าไว้ใจ ก็จะทำให้มัลแวร์ตัวนี้เข้ามาในคอมพิวเตอร์ได้

มีหลายหน่วยงานที่ถูกไวรัสตัวนี้เข้าแทรกแซงข้อมูลและเรียกค่าไถ่ อาทิ  NHS (National Health Service) ระบบประกันสุขภาพของอังกฤษ จนทำให้คนไข้ไม่สามารถเข้ารับการผ่าตัดได้ในวันนั้น ทาง NHS จึงต้องยอมจ่ายค่าไถ่เพื่อรักษาชีวิตของคนไข้ไว้ รวมไปถึง คอมพิวเตอร์อีกกว่า 100,000 เครื่องจาก 100 ประเทศก็โดนไวรัสตัวนี้ไปแล้ว ขณะที่บริษัท การีน่าไทยแลนด์ เครือข่ายเกมส์ยักษ์ใหญ่ก็ถูก WannaCry เล่นงานเช่นกัน จนเป็นเหตุให้ต้องปิดเซิร์ฟเวอร์ไปชั่วคราว

อย่างไรก็ดี ในตอนนี้ได้มีนักวิจัยที่ใช้ชื่อว่า  MalwareTech ค้นพบวิธีการหยุดเจ้ามัลแวร์ตัวนี้โดยการ ตรวจสอบ URL และลงทะเบียนเว็บไซต์และเปิดโดเมนใหม่ โดยใช้เงินไป £10 จนทำให้การแพร่กระจายของ WannaCry หยุดลง โดยทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ยังไม่แน่เสมอไปว่าไวรัสมัลแวร์ตัวนี้จะไม่กลับมาอีก ดังนั้นผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ทุกคนควรหมั่นอัพเดตวินโดว์ของตนเสมอ และไม่เปิดไฟล์แนบ หรือเว็บไซต์ไม่น่าเชื่อถือที่ติดมากับอีเมล์จะเป็นการดีที่สุด

ชีวิตที่ไม่ต้องถือเงินสด ในโลกยุคดิจิตอล

ในโลกอนาคต สังคมของเรา คือ สังคมไร้เงินสด ที่มีกระเป๋าเงินดิจิตอล e-Wallet

โดยที่ในปัจจุบัน คนเราจะถือเงินสด และบัตรเครดิต โดยทั้งสองอย่างนี้ ยังมีข้อเสียอยู่บ้าง เช่น เงินสด อาจจะมีการขโมยเงิน ค่าธรรมเนียมต่างๆ การฟอกเงิน, ส่วนบัตรเครดิตนั้น คนใช้ถือว่ายังไม่เยอะมากเมื่อเทียบกับประชาชนชาวไทย เพราะทัศนคติที่ไม่ดีต่อกับบัตรเครดิต และปัญหาในการออกบัตรใบแรกที่ยุ่งยากทางเอกสาร จากเหตุผลเหล่านี้จึงทำให้เกิด ช่องว่างทางระบบการจ่ายเงิน

เมื่อ e-Wallet เกิดและโตขึ้น เริ่มมีผู้ทดลองใช้มากขึ้น ผู้ใช้สามารถเติมเงินเข้าสู่ระบบ ใช้จ่ายร้านค้า ผ่านทาง True Money, LINE Pay, Airpay แต่ในประเทศไทยก็ยังไม่มีผู้ให้บริการ e-Wallet ที่ครองตลาดอย่างเด็ดขาด แต่ละบริการมีกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกัน มีร้านค้าที่รองรับบริการต่างๆ แตกต่างกันอีกด้วย

airpay

วิธีใช้งานของร้านค้า คือ เมื่อเปิดแอพพลิเคชั่นมาแล้ว สแกน QR Code ของลูกค้า ก็รับเงินได้เลย ไม่ต้องเสียเงินกับเครื่องรูดบัตรเครดิต

สำหรับประเทศไทยอาจจะยังไม่เป็นที่รู้จัก แต่ในประเทศจีน นักท่องเที่ยวต่างใช้งานกันเป็นเรื่องปกติ แล้วนักท่องเที่ยวจีน ที่มาเที่ยวในประเทศไทย ร้านค้าทั้งหลาย พร้อมที่จะปรับตัวแล้วหรือยัง

โฆษณา Google Adwords สุดยอดกลยุทธ์ทางการตลาดที่ช่วยให้ติดตลาดอันดับต้น

Google สุดยอดเว็บไซต์ค้นหา (Search Engine) อันดับหนึ่งของโลก แต่นอกเหนือจากการค้นหาข้อมูลต่างๆบนโลกออนไลน์ได้แล้ว คุณสามารถใช้บริการโฆษณา Google ได้อีกด้วย ซึ่งจะมีระบบการทำงานที่ช่วยให้เว็บไซต์ของคุณติดหน้าแรกของการค้นหา เพื่อเป็นตัวเลือกในการเข้าเว็บไซต์ได้มากขึ้น ซึ่งหลายๆคนเรียกว่าโฆษณา Google Adwords

         ทำไมต้องเลือกโฆษณา Google Adwords

คุณสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในประเทศ หรือแม้แต่ต่างประเทศโดยไม่มีข้อจำกัด เพื่อที่สร้างฐานลูกค้าใหม่ๆ และคุณสามารถวัดผลจากสถิติการประเมินของ Google Adwords ทำให้สามารถแก้ไขได้อย่างตรงจุด จึงเป็นการลงโฆษณาที่คุ้มค่าเป็นอย่างมาก

          ทุกการค้นหามีโฆษณา Google Adwords เสมอ

ทุกการค้นหาสิ่งที่ต้องการบนหน้า Google จะมีการแสดงของ Google Adwords เสมอ จะอยู่ในตำแหน่ง 4 ช่องบนสุดและด้านล่างสุดอีก 3 ช่อง รวมทั้งหมด 7 ช่องในหนึ่งหน้าค้นหา โดยมีสัญลักษณ์ AD สีเหลืองอยู่ในช่อง   ทำให้การเข้าระหว่างคุณกับกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายขึ้น เพราะโดยทั่วไปแล้ว ส่วนใหญ่ผู้ที่ใช้ระบบการค้นหาจะเลือกช่องเว็บไซต์อันดับต้นๆเสมอ และมักจะตัดสินใจใช้บริการหรือเลือกซื้อสินค้าในเว็บไซต์อับดับต้นๆเช่นเดียวกัน ซึ่งผู้ที่ใช้ระบบค้นหาจะเลือกเปิดหน้าถัดไปเป็นส่วนน้อยมาก

 การเชื่อมโยงโดยตรง…ง่ายต่อการเพิ่มฐานลูกค้า

          คุณสามารถกำหนดให้ Google Adwords เชื่อมกับกลุ่มเป้าหมาย โดยกำหนดเป็นกลุ่มหลักๆ เช่น Keyword อายุ เพศ ความสนใจ และสถานที่ เป็นต้น ซึ่งการกำหนดกลุ่มเป้าหมายจึงทำให้ธุรกิจของคุณสามารถเพิ่มฐานลูกค้าและติดตลาดได้อย่างง่ายขึ้น

การวัดผลที่แม่นยำและแก้ไขได้อย่างตรงจุด

          การลงโฆษณาโดยทั่วไปคุณไม่สามารถวัดผลตอบรับได้ จึงทำให้คุณสูญเสียค่าใช้จ่ายโดยไม่เกิดประโยชน์ แต่สำหรับโฆษณา Google Adword แล้ว คุณสามารถวัดผลได้จากตัวเลขสถิติของแต่ละวันได้อย่างระเอียดชัดเจน ซึ่งทำให้คุณสามารถแก้ไขในข้อบกพร่องได้ตรงจุด เพื่อให้โฆษณาของคุณมีประสิทธิภาพอย่างสูงสุด

          รายจ่ายน้อย…รายได้เยอะ

โดยทั่วไปหลายๆคนคิดว่าการลงโฆษณาเป็นเรื่องยาก ด้วยงบประมาณที่สูงเกินกว่าที่จะเอื้อมถึง แต่ในปัจจุบันนี้คุณสามารถใช้งบประมาณเพียงน้อยนิด ก็ลงโฆษณา Google Adwords ได้ นอกจากนี้คุณยังจัดการงบประมาณได้ด้วยตนเอง ทำให้คุณมีงบประมาณเพียงพอสำหรับการลงทุนด้านอื่นเป็นมาก และนอกจากนี้แล้วคุณยังไม่เสียงบประมาณในการลงโฆษณาโดยสูญเปล่าอีกด้วย

การลงโฆษณา Google Adwords ช่วยให้การสร้างฐานลูกค้าและกระตุ้นยอดขายเป็นเรื่องเล็กน้อยอย่างมาก ซึ่งธุรกิจของคุณสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็ว แบบก้าวกระโดด แต่คุณก็ควรคำนึงถึง Quality Score ของเว็บไซต์คุณด้วย เพื่อประสิทธิภาพที่ดีในการติดอันดับ เพราะในปัจจุบันนี้การแข่งขันทางด้านการตลาดค่อนข้างสูง

โฆษณาบน Social

สื่อสังคมออนไลน์ ปัจจุบัน มีการใช้งานอย่างกว้างขวาง และได้รับความชื่นชอบอย่างต่อเนื่อง จากสื่อ media ที่พัฒนาเป็น Digital  จนกระทั่งเป็น Online Digital ในปัจจุบัน ครอบคลุมทุกความต้องการ สื่อ สังคม ที่นิยมของคนไทย คือ เฟสบุ๊ค Facebook รองลงมาคือ Instagram และ Twitter ซึ่งแต่ละ Social จะใช้วิธีการ โฆษณา แตกต่างกัน ก่อนที่จะลง โฆษณา ลงสื่อ Social คงต้องดูก่อนว่ากลุ่มเป้าหมายของเราอยู่ที่ไหน ใช้ Social อะไรเป็นหลัก เช่น เฟสบุ๊ค Instagram แล้วยังต้องสื่อออกมาด้วยภาพลักษณ์แบบไหนจึงจะโดนใจที่สุด เพราะหาก โฆษณา เป็นที่ติดใจ สื่อทาง Social เองนี่แหละที่จะเป็นสื่อโปรโมทไปอย่างรวดเร็วแบบไม่น่าเชื่อ อย่างที่เราได้เคยเห็นตามข่าวในโทรทัศน์ปัจจุบัน

 

 

Big Data ปฏิวัติวงการแพทย์และสุขภาพ

ถ้าพูดถึงเรื่องของสุขภาพกับเทคโนโลยี หลายๆ คนอาจจะนึกถึงแต่พวกเทคโนโลยีสำหรับการตรวจรักษาโรค จนกระทั่งมี Big Data เข้ามา ต่อไปนี้เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทในด้านสุขภาพมากยิ่งขึ้น

Big Data กับการดูแลสุขภาพ (Health-care) เกี่ยวข้องกันอย่างเลี่ยงไม่ได้ เมื่อผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาต้องมีการบันทึกอาการ รวมไปถึงวิธีการดูแลรักษาทั้งในระยะพักฟื้นและระยะยาวเพื่อลดโอกาสเสี่ยงจะกลับมาเจ็บป่วยได้อีก ซึ่งการบันทึกข้อมูลต่างๆ ไว้ใน Database ที่เปิดให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงและแชร์ลักษณะอาการป่วยได้ นอกจากจะช่วยอัพเดทให้ฐานข้อมูลมีความสดใหม่อยู่ตลอดเวลา ก็ยังส่งเสริมให้ผู้ที่หายจากอาการป่วยแล้วเข้ามาให้คำแนะนำกับผู้ป่วยรายใหม่ที่ยังไม่ทราบวิธีดูแลรักษาตัวเองได้อีกด้วย

ข้อมูลทั้งหมดของผู้ป่วยแต่ละคน อาการ และโรคแต่ละแบบ ไม่ใช่แค่สามารถเอามาแชร์เป็นความรู้ให้ผู้ป่วยรายอื่นๆ แต่ยังช่วยให้ผู้ป่วยที่ไม่ทราบว่าตนป่วยเป็นโรคอะไรสามารถวิเคราะห์อาการของโรคในเบื้องต้น ช่วยประหยัดเวลาการตรวจเช็คของแพทย์ ไม่เพียงแค่นั้น การใช้งาน Big Data ในลักษณะนี้ก็ส่งผลดีในระยะยาว คือ ช่วยขยายฐานข้อมูลอาการป่วยอีกด้วย โดยในปัจจุบัน มีเว็บไซต์รวบรวมข้อมูลที่ผู้ป่วยเข้ามาแบ่งปันเกี่ยวกับอาการต่างๆ เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

อย่างไรก็ดีการที่ Big Data เข้ามามีบทบาท ทำให้รูปแบบ Health-care เปลี่ยนโฟกัสไปที่ผู้ป่วยเป็นหลัก (Patient-center) เน้นให้ผู้ป่วยดูแลสุขภาพตนเองให้ดีเพื่อลดความเสี่ยงการเกิดอาการเจ็บป่วย ทั้งนี้ ความเข้ากันได้ดีระหว่าง Big Data กับ Health-care ก็คือ

– ใช้ข้อมูลทำชีวิตถูกต้องได้ ใน Big Data จะมีข้อมูลวิธีการรักษาสุขภาพต่างๆ ที่มีผู้ป่วยท่านอื่นเข้ามาแบ่งปันเอาไว้ก่อนแล้วว่า ควรทานหรือไม่ทานอะไร ใช้ชีวิตแบบไหนเพื่อให้สุขภาพไม่ทรุดโทรม

– ดูแลตัวเองได้ถูกทาง ระบบ Big Data ได้รวมไปถึงระบบการแจ้งเตือนให้เข้ารับการรักษาเพิ่มเติมตามวันและเวลาที่หมอนัด ซึ่งการเข้ารับการรักษาที่ถูกต้องตามกำหนดเสมอๆ จะช่วยลดปัญหาด้านสุขภาพไปได้

– จัดแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาดูแลได้เหมาะสม Big Data ไม่ได้เก็บเฉพาะข้อมูลผู้ป่วยอย่างเดียวเท่านั้น ข้อมูลแพทย์ที่ทำการรักษาก็ถูกเก็บเอาไว้ในฐานข้อมูลด้วยเช่นกัน เพื่อให้สามารถเลือกแพทย์ที่เหมาะสมสำหรับให้การรักษาในเคสนั้นๆ ทำให้ผู้ป่วยสามารถฟื้นตัว หรือหายป่วยได้เร็วและมีประสิทธิภาพมากที่สุด

– เพิ่มคุณภาพการให้บริการ รูปแบบการทำงานในส่วนของการแพทย์และพยาบาลจะถูกนำมาประมวลผลเพื่อประเมินจุดอ่อนและข้อบกพร่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการรักษา รวมไปถึงการใช้ทรัพยากรก็จะถูกนำมาประเมินด้วยเช่นกัน จะได้ปรับเพิ่มหรือลด Demand ยาและระบบต่างๆ ของโรงพยาบาลอย่างเหมาะสม เป็นการวิเคราะห์ลดค่าใช้จ่ายในส่วนที่ไม่จำเป็น ไปเพิ่มเติมในส่วนที่ขาด เพื่อคุณภาพการให้บริการที่ดียิ่งกว่าเดิม

– ได้นวัตกรรมที่ดีขึ้น นวัตกรรมการรักษาโรคที่ก้าวหน้าและทันสมัยที่สุดจำเป็นต้องอาศัย Big Data เพื่อให้ฝ่าย R&D สามารถนำข้อมูลไปประเมินสำหรับการค้นคว้าวิจัยสร้างอุปกรณ์ทางการแพทย์แบบใหม่ขึ้นมา ฝ่ายวิจัยสร้างเวชภัณฑ์และยาเองก็จำเป็นต้องมีข้อมูลโรคเพื่อการวิจัยตัวยาใหม่ๆ เช่นเดียวกัน

 

นับว่า Big Data ให้ผลดีต่อทุกฝ่าย ทั้งผู้ป่วย แพทย์ และนักวิจัยต่างต้องการ Big Data เพื่อสร้างความก้าวหน้าทางด้านสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการรักษา หรือดูแลร่างกายให้เเข็งแรง

OpenStack และ Docker Container ที่จะกลายเป็นที่นิยม

Data center กับระบบ Virtual Machine หรือ VM เป็นสิ่งคู่กันมานานตั้งแต่อดีต ทว่าด้วยขนาดความใหญ่ของตัว VM และการกินเวลา Deploy นานกว่าจะพร้อมใช้งาน จึงเกิดการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ที่เรียกว่า “Container Technology” ขึ้นมา โดยพื้นฐานก็มาจาก Linux นั่นเอง

จุดเด่นที่ Container มี แต่ Virtual Machine ไม่มี คือ ขนาดที่เล็กและการใช้เวลา Deploy ไม่นาน เพียงแค่ติดตั้ง OS หลักกับ Docker Engine เพื่อใช้ทำงานกับ Container Technology ก็สามารถ Deploy ได้ทันทีแล้ว จึงเป็นเรื่องช่วยไม่ได้ที่เจ้าเทคโนโลยีนี้จะได้รับความนิยม ฮอตฮิตเป็นเป้าความสนใจขึ้นมา

ข้อแตกต่างอีกอย่าง ก็คือ Container นั้นไม่ต้องติดตั้งทับลงบน Hypervisor แล้วติดตั้ง Guest OS ซ้ำซ้อนอีกชั้นเหมือนกับ Virtual Machine แต่แค่ตั้งค่า Bins/Libs ก็สามารถติดตั้ง Application ลงไปได้เลย ทำให้ Container ไม่กินพื้นที่การใช้งานภายใน Data Center มากเท่า VM ตัวอย่างเช่น ถ้าเรามี Container ขนาด 1GB แล้วต้องการเพิ่มจำนวนเป็น 1,000 Container ก็จะไม่ใช่ 1GB x 1000 แบบ VM แต่เป็น 1GB กับขนาดพื้นที่ที่เพิ่มเข้ามาอีกเล็กน้อย (อาจจะเป็นแค่ 1.5 – 2GB)

Docker Container สามารถตอบโจทย์ของยุคนี้ที่ข้อมูลเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้ดี เพราะสามารถพัฒนาฟีเจอร์หรือเสริม Content ใหม่ๆ ลงไปได้รวดเร็วมากกว่ากว่าการใช้ VM ไม่ต้องมีการหยุด Service แค่สร้าง Application ใหม่แล้วทดสอบใน Environment จำลองว่าสามารถใช้งานได้และไม่ก่อให้เกิด Bug ใดๆ ก็นำไป Deploy ใช้งานจริงได้เลยทันที จึงทำให้เสริมฟีเจอร์ใหม่ๆ ได้เรื่อยๆ โดยไม่กระทบกับระบบหลัก นอกจากนี้ ถ้าต้องการนำ Application ที่มีการพัฒนาอยู่แล้วมาใช้งาน ก็สามารถไปเช็คใน Github แล้วเอามาทดสอบได้อีกด้วย

องค์กรชั้นนำก็ย้ายมาใช้ Container Technology

ด้วยความสะดวกรวดเร็วเหนือชั้นกว่า VM ทั้งทำ Provision ได้รวดเร็ว และ Deploy ได้ไว ส่งผลให้การทำงานร่วมกับข้อมูลจำนวนมหาศาลลุล่วงได้ในระยะเวลาสั้นๆ หลายบริษัทและองค์กรชั้นนำจึงให้ความสนใจหันมาใช้งาน Container Technology กันมากขึ้นเรื่อยๆ Intel เองก็เพิ่งย้ายระบบไปใช้งาน Container Technology เมื่อเร็วๆ นี้

Mr. Ken Proulx ประธานและ CEO ของ OpenRackReady เผยเรื่องที่ Intel ย้ายการใช้บริการจาก VMware มาเป็น OpenStack ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็เป็นที่น่าพอใจไม่น้อย เพราะนอกจากจะประหยัดค่าใช้จ่ายแล้วยังได้ประสิทธิภาพการทำงานที่เหนือชั้นกว่าเดิม คือ
ประหยัดค่า License ของ VMware และค่า Maintainance รวมมากถึง 21 ล้านเหรียญ (ราว 700 ล้านบาท)
Provision Server เร็วขึ้น จาก 90 วัน ลดลงเหลือ 30 นาทีเท่านั้น
ลดปริมาณ Server Ticket ลงไป 90%
ทำ Agile, DevOps, Continuous Integration/Continuous Deployment (CI/CD) ได้
ลดเวลาทำ Time-to-Market ของ Application ต่าง ๆ ลงไปมาก
ทำ Self-Service Automation เพื่อสร้าง Server, Storage, Network ได้
ลดเวลารอใช้ IT Infrastructure ของ Developer 90%

จากกรณีของ Intel เราจะเห็นว่าเทคโนโลยี Container ที่แม้จะเป็นเรื่องใหม่สำหรับ Developer อยู่บ้างและต้องใช้เวลาในการศึกษา แต่ก็ส่งผลดีต่อธุรกิจอย่างคุ้มค่าที่จะเรียนรู้ไม่น้อยเลยทีเดียว

 

ศึกษาเพิ่มเติม ได้ที่ งาน Openstack-Container Conference and Workshop 2016

เดินหน้าขยาย Bangkok Airport เพื่อรองรับความต้องการใช้ของผู้โดยสาร

ทราบกันดีว่าปัจจุบันการเดินทางโดยเครื่องบินนั้นได้รับความนิยมอย่างมากอย่างต่อเนื่อง จนทุกวันนี้ล้นสนามบิน เพราะนอกจากประหยัดระยะเวลาในการเดินทางแล้ว ในเรื่องของการแข่งขันระหว่างสายการบินส่งผลให้มีการบริการที่ดีขึ้น และอัตราค่าโดยสารถูกลง ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวของโดยเฉพาะ บมจ.ท่าอากาศยานไทย หรือ ทอท. ต้องเร่งเดินหน้าขยายสนามบินเพื่อรองรับความต้องการใช้ของผู้โดยสาร ดังนั้น ทอท.ในฐานะที่กำกับดูแลสนามบินหลักๆ ของประเทศ 6 สนามบิน จึงลุยเดินหน้าแผนโรดแมปพัฒนา Bangkok Airport เพื่อรองรับการเติบโตของจำนวนผู้โดยสารและเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้น

ซึ่งในช่วง 8 เดือนปีงบประมาณ 59 (ต.ค.58-พ.ค.59) มีเที่ยวบินให้บริการ 519,157 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 10.11% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะท่าอากาศยานดอนเมืองและเชียงใหม่ ที่มีเที่ยวบินระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นในเส้นทางบินระหว่างไทยและจีน ขณะที่ผู้โดยสารมีจำนวน 81,124,861 คน เพิ่มขึ้น 13.43% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ดังนั้น เพื่อรองรับความต้องการใช้ ทำให้ ทอท.เร่งเดินหน้าปรับปรุงสนามบินเพื่อเพิ่มศักยภาพในการรองรับผู้โดยสาร โดยสนามบินที่จะเร่งรัดดำเนินการนั้น อันดับแรกคือสนามบินสุวรรณภูมิ วงเงินลงทุน 117,470 ล้านบาท แม้ว่าที่ผ่านมาแผนการก่อสร้างจะล่าช้าบ้าง แต่ได้รับการอนุมัติและเร่งเดินหน้าให้เป็นไปตามแผน

ซึ่งแบ่งการพัฒนาเป็นโครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระยะ 2 การก่อสร้างทางวิ่งเส้นที่ 3 และการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 คาดว่าภายในปี 2564 จะดำเนินโครงการทั้งหมดแล้ว ส่งผลให้สนามบินสุวรรณภูมิสามารถรองรับผู้โดยสารได้เป็น 90 ล้านคนต่อปี

รองลงมาคือการเดินหน้าพัฒนาสนามบินดอนเมือง วงเงินลงทุน 31,870 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมือง ระยะ 2 โดยดำเนินการ 2 ระยะ คือการปรับปรุงอาคารผู้โดยสารอาคาร 2 ซึ่งดำเนินการเสร็จแล้ว ส่วนระยะ 3 จะมีการดำเนินการก่อสร้างอาคาร Junction Building ซึ่งจะมีทางเชื่อมระหว่างตัวอาคารกับสถานีรถไฟดอนเมือง การปรับปรุงอาคารผู้โดยสารอาคาร 1 ปรับปรุงถนนภายในท่าอากาศยาน การปรับปรุงอาคารเทียบเครื่องบินหมายเลข 6 การขยายลานจอดอากาศยานทำให้มีหลุมจอดอากาศยานเพิ่มขึ้นอีก 12 หลุดจอด และการก่อสร้างอาคารจอดรถและอาคารสำนักงาน คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 65 และทำให้สามารถรองรับผู้โดยสารได้เป็น 40 ล้านคนต่อปี

และอันดับ 3 คือการพัฒนาสนามบินเชียงใหม่ วงเงินลงทุน 12,780 ล้านบาท ได้แก่ งานก่อสร้าง อาคารผู้โดยสารหลังใหม่ ปรับปรุงอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศและอาคารผู้โดยสารภายในประเทศ เป็นต้น คาดดำเนินการแล้วเสร็จปี 73 และสามารถรองรับผู้โดยสาร 20 ล้านคนต่อปี

โครงการพัฒนาท่าอากาศยานภูเก็ต วงเงิน 12,040 ล้านบาท แบ่งเป็น 2 ระยะ ระยะแรกดำเนินการเสร็จสิ้นในปี 59 ซึ่งรองรับผู้โดยสารได้เป็น 12.5 ล้านคนต่อปี ส่วนระยะ 2 จะขยายอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ ขยายลานจอดอากาศยาน ปรับปรุงถนนภายในท่าอากาศยาน คาดดำเนินการแล้วเสร็จปี 65 และจะสามารถรองรับผู้โดยสารเป็น 18 ล้านคนต่อปี

โครงการพัฒนาท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงราย วงเงินประมาณ 5,000 ล้านบาท โดยจะขยายลานจอดอากาศยานเพิ่มอีก 3 หลุมจอด ปรับเปลี่ยนเส้นทางการขับอากาศยาน การก่อสร้างลานจอดเฮลิคอปเตอร์ คาดดำเนินการแล้วเสร็จในปี 65 จะรองรับผู้โดยสารได้เป็น 3 ล้านคนต่อปี

และโครงการพัฒนาท่าอากาศยานหาดใหญ่ วงเงินประมาณ 15,000 ล้านบาท คาดแล้วเสร็จปี 73 และรองรับผู้โดยสารได้ 10 ล้านคนต่อปี

จากแผนการลงทุนในครั้งนี้ ถือว่าเป็นภารกิจการลงทุนที่มีความท้าทายอย่างมากต่อผู้บริหารคนปัจจุบัน เนื่องจากจะเป็นครั้งแรกที่ใช้เงินพัฒนามูลค่าเกือบ 2 แสนล้านบาท สูงกว่าสินทรัพย์ที่มีอยู่ทั้งหมดเพียง 1.6 แสนล้านบาท ดังนั้นตั้งแต่ช่วงนี้ไปจึงต้องจับตาดูกันว่า ทอท.จะมุ่งพัฒนาการลงทุนสถานประกอบการให้มีพื้นที่รองรับอนาคตของนักเดินทาง และผู้ใช้บริการ ควบคู่กับการถ่ายโอนภารกิจจากรุ่นสู่คนยุคใหม่ที่จะเข้ามาบริหารในอีก 4-5 ปี เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันเต็มรูปแบบ ก็ต้องรอลุ้นว่าเม็ดเงินที่นำไปลงทุนในครั้งนี้ จะสามารถดำเนินการได้ตามแผนที่วางไว้หรือไม่

ผู้สวมใส่ Smartwatch เสี่ยงที่จะถูกขโมยรหัส ATM ได้

ใครที่สวมนาฬิกาอัจฉริยะ Smartwatch หรือพวกสายรัดข้อมืออัจฉริยะที่สามารถจับการเคลื่อนไหวของเราได้ละก็ต้องเพิ่มความระมัดระวัง เป็นไปได้ถอดนาฬิกาอัจฉริยะก่อนกด ATM เพราะ ผู้สวมใส่ Smartwatch เสี่ยงที่จะถูกขโมยรหัส ATM ได้

มีผลวิจัยจาก Binghamton University เผยว่า smartwatch ของคุณอาจจะไม่ปลอดภัยขณะคุณกำลังกด ATM เพราะหากถูกแฮก และจับความเคลื่อนไหวของอุปกรณ์สวมใส่เช่น สายรัดข้อมืออัจฉริยะ และนาฬิกา Smartwatch หากแฮกเกอร์สามารถแฮกสำเร็จคนร้ายก็สามารถขโมยรหัส ATM ( ATM PINCODE) ได้เรียบร้อย โดยจากการทดสอบลักษณะนี้ผลปรากฎว่ากดถูกถึง 80% เลยทีเดียว

แฮกเกอร์สามารถเรียกดูข้อมูลการเคลื่อนไหวของมือที่ถูกสวมใส่ ได้ผ่านทางเชื่อมต่อ Bluetooth ระหว่างโทรศัพท์กับตัวนาฬิกา ดังนั้นวิธีป้องกันก็หากคุณเตรียมทำธุระทางการเงินด้วย ATM ควรเปลี่ยนนาฬิกา Smartwatch เป็นนาฬิกาแบบปกติแทน เพื่อไม่ให้คนร้ายแฮกนาฬิกาเพื่อขโมยรหัส ATM ของคุณไป

ข้อมูลจาก Semantic Scholar , TheNextWeb

ทำไมจึงต้องเริ่มใช้ IPv6

กลไกสำคัญในการทำงานของเครือข่ายอินเทอร์เน็ตคือโพรโทคอลอินเทอร์เน็ต ซึ่งใช้หมายเลขอินเทอร์เน็ต หรือ ไอพีแอดเดรส (IP Address) ในการอ้างอิงเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เครือข่ายต่างๆ บนอินเทอร์เน็ตทั่วโลก เปรียบเสมือนการใช้งานโทรศัพท์ในการติดต่อสื่อสารกัน จะต้องมีเลขหมายเบอร์โทรศัพท์เพื่อให้อ้างอิงผู้รับสายได้ คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในอินเทอร์เน็ตก็ต้องมีหมายเลข IP Address ที่ไม่ซ้ำกับใคร

มาตรฐานไอพีแอดเดรสที่ใช้กันทุกวันนี้คือ โพรโทคอลอินเทอร์เน็ตรุ่นที่สี่ (IPv4) ซึ่งเป็นมาตรฐานในการส่งข้อมูลในเครือข่ายอินเทอร์เน็ตตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๙๘๑ ทั้งนี้การขยายตัวของเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในช่วงที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็ว และจำนวนหมายเลขไอพีแอดเดรส ของ IPv4 กำลังจะถูกใช้หมดไป ไม่เพียงพอกับการใช้งานอินเทอร์เน็ตในอนาคต ซึ่งหากเกิดขึ้นก็หมายความว่าเราจะไม่สามารถเชื่อมต่อเครื่อข่ายเข้ากับระบบอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นได้อีก ดังนั้นคณะทำงาน IETF (The Internet Engineering Task Force) จึงได้พัฒนาโพรโทคอลอินเทอร์เน็ตรุ่นใหม่ขึ้น คือ โพรโทคอลอินเทอร์เน็ตรุ่นที่หก (IPv6) เพื่อทดแทนโพรโทคอลอินเทอร์เน็ตรุ่นเดิม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงโครงสร้างของตัวโพรโทคอล ให้รองรับไอพีแอดเดรสจำนวนมาก และปรับปรุงคุณลักษณะอื่นๆ อีกหลายประการ ทั้งในแง่ของประสิทธิภาพและความปลอดภัยรองรับระบบแอพพลิเคชั่น ใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และเพิ่มประสิทธิภาพในการประมวลผลแพ็กเก็ตให้ดีขึ้น ทำให้สามารถตอบสนองต่อการขยายตัวและความต้องการใช้งานเทคโนโลยีบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในอนาคตได้เป็นอย่างดี

ทำไมจึงต้องเริ่มใช้ IPv6

ประโยชน์หลักของ IPv6 และเป็นเหตุผลสำคัญของการเริ่มใช้ IPv6 ได้แก่ จำนวนไอพีแอดเดรสที่เพิ่มขึ้นอย่างมากมายมหาศาลเมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนไอพีแอดเดรสเดิม IPv4 แอดเดรส มี ๓๒ บิต รองรับไอพีแอดเดรสได้ประมาณสี่พันล้านหมายเลข ในขณะที่ IPv6 แอดเดรส มี ๑๒๘ บิต รองรับไอพีแอดเดรสได้ถึงสามร้อยสี่สิบล้านล้านล้านล้านล้านล้านหมายเลข

ความสำคัญของการมีไอพีแอดเดรสที่ไม่ซ้ำกันและสามารถเห็นกันได้ทั่วโลก จะช่วยผลักดันการพัฒนา แอปพลิเคชั่นที่ต้องการไอพีแอดเดรสจริงเป็นจำนวนมาก เช่นการทำ File Sharing, Video Conference, และ Online Gaming แอปพลิเคชั่นเหล่านี้มีข้อจำกัดภายใต้ IPv4 เนื่องจากผู้ใช้บางส่วนไม่มีไอพีแอดเดรสจริง จึงไม่สามารถใช้แอปพลิเคชั่นเหล่านี้ได้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

สำหรับองค์กรหรือบริษัทห้างร้านต่าง ๆ การมีไอพีแอดเดรสจริงอาจไม่ใช่ประเด็นสำคัญ อย่างไรก็ตามหน่วยงานเหล่านี้ควรมีความเข้าใจถึงข้อจำกัดของการใช้ไอพีแอดเดรสปลอม อาจทำให้เกิดความยุ่งยากในอนาคตหากต้องมีการรวมเครือข่ายสองเครือข่ายที่ใช้ไอพีแอดเดรสปลอมทั้งคู่ อีกทั้ง การใช้ไอพีแอดเดรสปลอม เป็นการปิดโอกาสที่จะใช้แอปพลิเคชั่นหรือบริการที่กล่าวข้างต้น

กระบวนการทำงานของ email marketing services

กระบวนการทำงานของ email marketing services แบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน คือ
1. การส่งอีเมล์ การส่งอีเมล์นั้นเราจะต้องเชื่อมต่อเข้ากับอินเทอร์เน็ตเพื่อเข้าไปใช้งาน เมล์เซิร์ฟเวอร์ที่สามารถส่งอีเมล์ได้ โดยโปรโตคอลที่ใช้ในการส่งอีเมล์เรียกว่า SMTP (Simple Mail Transfer Protocol) ทำงานด้วย POP เซิร์ฟเวอร์ (POP = Post Office Protocol)

2. การเดินทางไปยังเซิร์ฟเวอร์ เมื่อเราเขียนหรือพิมพ์อีเมล์เสร็จแล้ว คอมพิวเตอร์จะส่งอีเมล์ไปให้ SMTP เซิร์ฟเวอร์ เซิร์ฟเวอร์ก็จะตรวจสอบชื่อ-ที่อยู่ของผู้รับ แล้วจัดส่งอีเมล์ไปยังเซิร์ฟเวอร์ของผู้รับ อีเมล์จะรออยู่ที่เมล์เซิร์ฟเวอร์จนกระทั่ง ผู้รับมารับไป

3. ผู้รับปลายทาง ผู้รับปลายทางจะมีชื่อ-ที่อยู่บนอินเทอรืเน็ตซึ่งสามารถขอรับบริการขอที่ อยู่ได้ที่ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต หรือ ISP ทุกแห่ง อีเมล์จะอยู่ที่เมล์บ็อกซ์ตามจำนวนวัน เวลาที่ได้รับ รอจนกว่าผู้รับเรียกอีเมล์ไปอ่านและลบออก อีเมล์จึงจะหายไป เราสามารถพิมพ์อีเมล์ไปบนกระดาษทางเครื่องพิมพ์ หรือเก็บอีเมล์ไว้บนฮาร์ดิสก์ไว้อ่านทีหลังได้