Big Data ปฏิวัติวงการแพทย์และสุขภาพ

ถ้าพูดถึงเรื่องของสุขภาพกับเทคโนโลยี หลายๆ คนอาจจะนึกถึงแต่พวกเทคโนโลยีสำหรับการตรวจรักษาโรค จนกระทั่งมี Big Data เข้ามา ต่อไปนี้เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทในด้านสุขภาพมากยิ่งขึ้น

Big Data กับการดูแลสุขภาพ (Health-care) เกี่ยวข้องกันอย่างเลี่ยงไม่ได้ เมื่อผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาต้องมีการบันทึกอาการ รวมไปถึงวิธีการดูแลรักษาทั้งในระยะพักฟื้นและระยะยาวเพื่อลดโอกาสเสี่ยงจะกลับมาเจ็บป่วยได้อีก ซึ่งการบันทึกข้อมูลต่างๆ ไว้ใน Database ที่เปิดให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงและแชร์ลักษณะอาการป่วยได้ นอกจากจะช่วยอัพเดทให้ฐานข้อมูลมีความสดใหม่อยู่ตลอดเวลา ก็ยังส่งเสริมให้ผู้ที่หายจากอาการป่วยแล้วเข้ามาให้คำแนะนำกับผู้ป่วยรายใหม่ที่ยังไม่ทราบวิธีดูแลรักษาตัวเองได้อีกด้วย

ข้อมูลทั้งหมดของผู้ป่วยแต่ละคน อาการ และโรคแต่ละแบบ ไม่ใช่แค่สามารถเอามาแชร์เป็นความรู้ให้ผู้ป่วยรายอื่นๆ แต่ยังช่วยให้ผู้ป่วยที่ไม่ทราบว่าตนป่วยเป็นโรคอะไรสามารถวิเคราะห์อาการของโรคในเบื้องต้น ช่วยประหยัดเวลาการตรวจเช็คของแพทย์ ไม่เพียงแค่นั้น การใช้งาน Big Data ในลักษณะนี้ก็ส่งผลดีในระยะยาว คือ ช่วยขยายฐานข้อมูลอาการป่วยอีกด้วย โดยในปัจจุบัน มีเว็บไซต์รวบรวมข้อมูลที่ผู้ป่วยเข้ามาแบ่งปันเกี่ยวกับอาการต่างๆ เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

อย่างไรก็ดีการที่ Big Data เข้ามามีบทบาท ทำให้รูปแบบ Health-care เปลี่ยนโฟกัสไปที่ผู้ป่วยเป็นหลัก (Patient-center) เน้นให้ผู้ป่วยดูแลสุขภาพตนเองให้ดีเพื่อลดความเสี่ยงการเกิดอาการเจ็บป่วย ทั้งนี้ ความเข้ากันได้ดีระหว่าง Big Data กับ Health-care ก็คือ

– ใช้ข้อมูลทำชีวิตถูกต้องได้ ใน Big Data จะมีข้อมูลวิธีการรักษาสุขภาพต่างๆ ที่มีผู้ป่วยท่านอื่นเข้ามาแบ่งปันเอาไว้ก่อนแล้วว่า ควรทานหรือไม่ทานอะไร ใช้ชีวิตแบบไหนเพื่อให้สุขภาพไม่ทรุดโทรม

– ดูแลตัวเองได้ถูกทาง ระบบ Big Data ได้รวมไปถึงระบบการแจ้งเตือนให้เข้ารับการรักษาเพิ่มเติมตามวันและเวลาที่หมอนัด ซึ่งการเข้ารับการรักษาที่ถูกต้องตามกำหนดเสมอๆ จะช่วยลดปัญหาด้านสุขภาพไปได้

– จัดแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาดูแลได้เหมาะสม Big Data ไม่ได้เก็บเฉพาะข้อมูลผู้ป่วยอย่างเดียวเท่านั้น ข้อมูลแพทย์ที่ทำการรักษาก็ถูกเก็บเอาไว้ในฐานข้อมูลด้วยเช่นกัน เพื่อให้สามารถเลือกแพทย์ที่เหมาะสมสำหรับให้การรักษาในเคสนั้นๆ ทำให้ผู้ป่วยสามารถฟื้นตัว หรือหายป่วยได้เร็วและมีประสิทธิภาพมากที่สุด

– เพิ่มคุณภาพการให้บริการ รูปแบบการทำงานในส่วนของการแพทย์และพยาบาลจะถูกนำมาประมวลผลเพื่อประเมินจุดอ่อนและข้อบกพร่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการรักษา รวมไปถึงการใช้ทรัพยากรก็จะถูกนำมาประเมินด้วยเช่นกัน จะได้ปรับเพิ่มหรือลด Demand ยาและระบบต่างๆ ของโรงพยาบาลอย่างเหมาะสม เป็นการวิเคราะห์ลดค่าใช้จ่ายในส่วนที่ไม่จำเป็น ไปเพิ่มเติมในส่วนที่ขาด เพื่อคุณภาพการให้บริการที่ดียิ่งกว่าเดิม

– ได้นวัตกรรมที่ดีขึ้น นวัตกรรมการรักษาโรคที่ก้าวหน้าและทันสมัยที่สุดจำเป็นต้องอาศัย Big Data เพื่อให้ฝ่าย R&D สามารถนำข้อมูลไปประเมินสำหรับการค้นคว้าวิจัยสร้างอุปกรณ์ทางการแพทย์แบบใหม่ขึ้นมา ฝ่ายวิจัยสร้างเวชภัณฑ์และยาเองก็จำเป็นต้องมีข้อมูลโรคเพื่อการวิจัยตัวยาใหม่ๆ เช่นเดียวกัน

 

นับว่า Big Data ให้ผลดีต่อทุกฝ่าย ทั้งผู้ป่วย แพทย์ และนักวิจัยต่างต้องการ Big Data เพื่อสร้างความก้าวหน้าทางด้านสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการรักษา หรือดูแลร่างกายให้เเข็งแรง

OpenStack และ Docker Container ที่จะกลายเป็นที่นิยม

Data center กับระบบ Virtual Machine หรือ VM เป็นสิ่งคู่กันมานานตั้งแต่อดีต ทว่าด้วยขนาดความใหญ่ของตัว VM และการกินเวลา Deploy นานกว่าจะพร้อมใช้งาน จึงเกิดการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ที่เรียกว่า “Container Technology” ขึ้นมา โดยพื้นฐานก็มาจาก Linux นั่นเอง

จุดเด่นที่ Container มี แต่ Virtual Machine ไม่มี คือ ขนาดที่เล็กและการใช้เวลา Deploy ไม่นาน เพียงแค่ติดตั้ง OS หลักกับ Docker Engine เพื่อใช้ทำงานกับ Container Technology ก็สามารถ Deploy ได้ทันทีแล้ว จึงเป็นเรื่องช่วยไม่ได้ที่เจ้าเทคโนโลยีนี้จะได้รับความนิยม ฮอตฮิตเป็นเป้าความสนใจขึ้นมา

ข้อแตกต่างอีกอย่าง ก็คือ Container นั้นไม่ต้องติดตั้งทับลงบน Hypervisor แล้วติดตั้ง Guest OS ซ้ำซ้อนอีกชั้นเหมือนกับ Virtual Machine แต่แค่ตั้งค่า Bins/Libs ก็สามารถติดตั้ง Application ลงไปได้เลย ทำให้ Container ไม่กินพื้นที่การใช้งานภายใน Data Center มากเท่า VM ตัวอย่างเช่น ถ้าเรามี Container ขนาด 1GB แล้วต้องการเพิ่มจำนวนเป็น 1,000 Container ก็จะไม่ใช่ 1GB x 1000 แบบ VM แต่เป็น 1GB กับขนาดพื้นที่ที่เพิ่มเข้ามาอีกเล็กน้อย (อาจจะเป็นแค่ 1.5 – 2GB)

Docker Container สามารถตอบโจทย์ของยุคนี้ที่ข้อมูลเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้ดี เพราะสามารถพัฒนาฟีเจอร์หรือเสริม Content ใหม่ๆ ลงไปได้รวดเร็วมากกว่ากว่าการใช้ VM ไม่ต้องมีการหยุด Service แค่สร้าง Application ใหม่แล้วทดสอบใน Environment จำลองว่าสามารถใช้งานได้และไม่ก่อให้เกิด Bug ใดๆ ก็นำไป Deploy ใช้งานจริงได้เลยทันที จึงทำให้เสริมฟีเจอร์ใหม่ๆ ได้เรื่อยๆ โดยไม่กระทบกับระบบหลัก นอกจากนี้ ถ้าต้องการนำ Application ที่มีการพัฒนาอยู่แล้วมาใช้งาน ก็สามารถไปเช็คใน Github แล้วเอามาทดสอบได้อีกด้วย

องค์กรชั้นนำก็ย้ายมาใช้ Container Technology

ด้วยความสะดวกรวดเร็วเหนือชั้นกว่า VM ทั้งทำ Provision ได้รวดเร็ว และ Deploy ได้ไว ส่งผลให้การทำงานร่วมกับข้อมูลจำนวนมหาศาลลุล่วงได้ในระยะเวลาสั้นๆ หลายบริษัทและองค์กรชั้นนำจึงให้ความสนใจหันมาใช้งาน Container Technology กันมากขึ้นเรื่อยๆ Intel เองก็เพิ่งย้ายระบบไปใช้งาน Container Technology เมื่อเร็วๆ นี้

Mr. Ken Proulx ประธานและ CEO ของ OpenRackReady เผยเรื่องที่ Intel ย้ายการใช้บริการจาก VMware มาเป็น OpenStack ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็เป็นที่น่าพอใจไม่น้อย เพราะนอกจากจะประหยัดค่าใช้จ่ายแล้วยังได้ประสิทธิภาพการทำงานที่เหนือชั้นกว่าเดิม คือ
ประหยัดค่า License ของ VMware และค่า Maintainance รวมมากถึง 21 ล้านเหรียญ (ราว 700 ล้านบาท)
Provision Server เร็วขึ้น จาก 90 วัน ลดลงเหลือ 30 นาทีเท่านั้น
ลดปริมาณ Server Ticket ลงไป 90%
ทำ Agile, DevOps, Continuous Integration/Continuous Deployment (CI/CD) ได้
ลดเวลาทำ Time-to-Market ของ Application ต่าง ๆ ลงไปมาก
ทำ Self-Service Automation เพื่อสร้าง Server, Storage, Network ได้
ลดเวลารอใช้ IT Infrastructure ของ Developer 90%

จากกรณีของ Intel เราจะเห็นว่าเทคโนโลยี Container ที่แม้จะเป็นเรื่องใหม่สำหรับ Developer อยู่บ้างและต้องใช้เวลาในการศึกษา แต่ก็ส่งผลดีต่อธุรกิจอย่างคุ้มค่าที่จะเรียนรู้ไม่น้อยเลยทีเดียว

 

ศึกษาเพิ่มเติม ได้ที่ งาน Openstack-Container Conference and Workshop 2016

ทำไมจึงต้องเริ่มใช้ IPv6

กลไกสำคัญในการทำงานของเครือข่ายอินเทอร์เน็ตคือโพรโทคอลอินเทอร์เน็ต ซึ่งใช้หมายเลขอินเทอร์เน็ต หรือ ไอพีแอดเดรส (IP Address) ในการอ้างอิงเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เครือข่ายต่างๆ บนอินเทอร์เน็ตทั่วโลก เปรียบเสมือนการใช้งานโทรศัพท์ในการติดต่อสื่อสารกัน จะต้องมีเลขหมายเบอร์โทรศัพท์เพื่อให้อ้างอิงผู้รับสายได้ คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในอินเทอร์เน็ตก็ต้องมีหมายเลข IP Address ที่ไม่ซ้ำกับใคร

มาตรฐานไอพีแอดเดรสที่ใช้กันทุกวันนี้คือ โพรโทคอลอินเทอร์เน็ตรุ่นที่สี่ (IPv4) ซึ่งเป็นมาตรฐานในการส่งข้อมูลในเครือข่ายอินเทอร์เน็ตตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๙๘๑ ทั้งนี้การขยายตัวของเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในช่วงที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็ว และจำนวนหมายเลขไอพีแอดเดรส ของ IPv4 กำลังจะถูกใช้หมดไป ไม่เพียงพอกับการใช้งานอินเทอร์เน็ตในอนาคต ซึ่งหากเกิดขึ้นก็หมายความว่าเราจะไม่สามารถเชื่อมต่อเครื่อข่ายเข้ากับระบบอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นได้อีก ดังนั้นคณะทำงาน IETF (The Internet Engineering Task Force) จึงได้พัฒนาโพรโทคอลอินเทอร์เน็ตรุ่นใหม่ขึ้น คือ โพรโทคอลอินเทอร์เน็ตรุ่นที่หก (IPv6) เพื่อทดแทนโพรโทคอลอินเทอร์เน็ตรุ่นเดิม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงโครงสร้างของตัวโพรโทคอล ให้รองรับไอพีแอดเดรสจำนวนมาก และปรับปรุงคุณลักษณะอื่นๆ อีกหลายประการ ทั้งในแง่ของประสิทธิภาพและความปลอดภัยรองรับระบบแอพพลิเคชั่น ใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และเพิ่มประสิทธิภาพในการประมวลผลแพ็กเก็ตให้ดีขึ้น ทำให้สามารถตอบสนองต่อการขยายตัวและความต้องการใช้งานเทคโนโลยีบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในอนาคตได้เป็นอย่างดี

ทำไมจึงต้องเริ่มใช้ IPv6

ประโยชน์หลักของ IPv6 และเป็นเหตุผลสำคัญของการเริ่มใช้ IPv6 ได้แก่ จำนวนไอพีแอดเดรสที่เพิ่มขึ้นอย่างมากมายมหาศาลเมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนไอพีแอดเดรสเดิม IPv4 แอดเดรส มี ๓๒ บิต รองรับไอพีแอดเดรสได้ประมาณสี่พันล้านหมายเลข ในขณะที่ IPv6 แอดเดรส มี ๑๒๘ บิต รองรับไอพีแอดเดรสได้ถึงสามร้อยสี่สิบล้านล้านล้านล้านล้านล้านหมายเลข

ความสำคัญของการมีไอพีแอดเดรสที่ไม่ซ้ำกันและสามารถเห็นกันได้ทั่วโลก จะช่วยผลักดันการพัฒนา แอปพลิเคชั่นที่ต้องการไอพีแอดเดรสจริงเป็นจำนวนมาก เช่นการทำ File Sharing, Video Conference, และ Online Gaming แอปพลิเคชั่นเหล่านี้มีข้อจำกัดภายใต้ IPv4 เนื่องจากผู้ใช้บางส่วนไม่มีไอพีแอดเดรสจริง จึงไม่สามารถใช้แอปพลิเคชั่นเหล่านี้ได้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

สำหรับองค์กรหรือบริษัทห้างร้านต่าง ๆ การมีไอพีแอดเดรสจริงอาจไม่ใช่ประเด็นสำคัญ อย่างไรก็ตามหน่วยงานเหล่านี้ควรมีความเข้าใจถึงข้อจำกัดของการใช้ไอพีแอดเดรสปลอม อาจทำให้เกิดความยุ่งยากในอนาคตหากต้องมีการรวมเครือข่ายสองเครือข่ายที่ใช้ไอพีแอดเดรสปลอมทั้งคู่ อีกทั้ง การใช้ไอพีแอดเดรสปลอม เป็นการปิดโอกาสที่จะใช้แอปพลิเคชั่นหรือบริการที่กล่าวข้างต้น